rnmlove.com
forums Albums groups

กลับไป   rnmlove.com - เว๊ปศิษย์เก่า ราชวินิต มัธยม > ห้องโถงใหญ่ ประชาสัมพันธ์งานรนม. > เสวนาน้องพี่ สีขาวกรมท่า
 ฟอรั่ม สมัครสมาชิก คู่มือการใช้ ปฏิทิน ค้นหา โพสใหม่วันนี้ ทำสัญลักษณ์ว่าได้อ่านแล้ว sMile Mart :D

เสวนาน้องพี่ สีขาวกรมท่า เมื่อครั้งเยาว์วัย นอกจากคุณครูประจำห้อง และ ครูแนะแนว แล้ว ก้อม่ายรุจะปรึกษาใคร พี่ชายน้องสาวป๊าม๊า บางที ก้อไม่เข้าใจหัวใจวัยรุ่น จึงไม่มีที่พึ่ง หันไปเจอเพื่อนมิดี ก้อนำไปสู่ทางแห่งหายนะ - ทีมงาน จึงเปิดกระทู้นี้ขึ้น เพื่อเปนเสมือนแนวทาง ในการพูดคุยถามตอบระหว่างพี่ๆ น้องๆ ที่กำลังศึกษาอยู่ หรือ ศึกษาชีวิต (จบแล้ว) ได้มีที่พึ่งทางใจ (โอลิเว่อร์ อีกแล๊ะ) อิอิ

ตอบกลับ
 
เครื่องมือจัดการกระทู้ ตัวเลือกการแสดงผล
เก่า 01-02-2010, 09:56 PM   #81
ราชปะแตน3068
ดาราอาวุโส
 
รูปส่วนตัว ราชปะแตน3068
 
สมัครเมื่อ: Nov 2008
โพส: 403
มาตรฐาน

อ้างอิง:
โพสต้นฉบับโดยคุณ คนไร้รัก ดูโพส
กรณีตัวอย่างคดีบัตรเครดิตที่ลูกหนี้ไม่ต้องชำระหนี้ให้แก่เจ้าหนี้
จากแนวคำพิพากษาฎีกาของไทยที่ผ่านมา ศาลฎีกาได้พิพากษาว่าผู้ออกบัตรเป็นผู้ประกอบธุรกิจในการทำการงานต่างๆ ให้แก่ผู้ถือบัตร และการที่ผู้ออกบัตรได้ชำระให้แก่ผู้รับบัตรแทนผู้ถือบัตรไปก่อนแล้วจึงเรียกเก็บเงินจากผู้ถือบัตรในภายหลัง เป็นการเรียกเอาค่าที่ได้ออกเงินทดรองไปก่อน จึงมีกำหนดอายุความ 2 ปี


เช่น บริษัทบัตรเครดิต โจทก์ฟ้องลูกหนี้ให้ชำระเงินเนื่องจากใช้บัตรเครดิตและผิดนัดชำระหนี้ ทวงถามแล้วเพิกเฉย หลังจากนั้นเกิน 2 ปี นับแต่วันที่จำเลยชำระหนี้ครั้งสุดท้าย สิทธิเรียกร้องของโจทก์จึงขาดอายุความ พิพากษายกฟ้อง ลูกหนี้ไม่ต้องชำระหนี้ให้กับโจทก์ เนื่องจากหนี้บัตรเครดิตตามกฎหมายถือว่าเป็นการค้ารับทำการต่าง ๆ ให้แก่สมาชิกและออกเงินไปก่อนและเรียกเอาเงินทดรอง จึงมีอายุความ 2 ปี นับแต่วันผิดนัดชำระหนี้ครั้งสุดท้าย


แบบนี้ เค้าเรียกว่าฟลุ้ค จริงๆ

แต่คุณต้องระวังวิชามารอย่าลืมนะครับ

อายุความหากจำเลยไม่ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้ ศาลจะไม่หยิบยกขึ้นเพื่อประโยชน์ของจำเลยนะครับ จำเลยต้องให้การต่อสู้คดีไว้ มิฉะนั้นจะไม่ได้รับประโยชน์จากการขาดอายุความ
ส่วนความเห็นที่มี การโอนหนี้ หรือการรับช่วงสิทธิ ไม่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง
แต่มีบางบัตรเครดิตตัวแสบ พออายุความใกล้ขาดหมดอายุความ หลอกแจ้งข่มขู่ให้ลูกหนี้โอนขั้นต่ำชำระหนี้ แค่ร้อยสองร้อย อย่างนี้อายุความเริ่มนับใหม่ครับ
แต่ที่แสบกว่านั้น เมื่อหลอกลูกหนี้ไม่ได้ เจ้าหนี้ยอมโอนเข้าชำระหนี้แทนแค่ร้อยบาท เพื่อให้มีหลักฐานว่ามีการชำระหนี้บางส่วนแล้ว ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง ลูกหนี้ก็ไม่เข้าใจ หรือจำไม่ค่อยได้ว่าเคยชำระหนี้บ้างหรือไม่ ถูกฟ้องมา นำสำนวนไปพบทนาย เห็นหลักฐานคร่าวๆว่าคดีไม่ขาดอายุความ จึงไม่ต่อสู้เรื่องอายุความ
ผมเอาเทคนิคของทนายเจ้าหนี้มาเล่ากันฟัง เป็นเรื่องที่พบเห็นบ่อยๆครับ

หวังว่าคงจะพอเป็นแนวทางแก้ไขที่น้องถามมาได้บ้างนะครับ
ขอบคุณพี่มากน่ะครับ รบกวนถามอีกนิดนึงครับแสดงว่าวันไปขึ้นศาลเราไปด้วยตนเองแล้วก็แถลงต่อศาลว่าขาดอายุความไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องจ้างทนายไปใช่หรือไม่ครับ??
ราชปะแตน3068 ได้ออฟไลน์   ตอบพร้อมอ้างข้อความ
เก่า 02-02-2010, 06:56 AM   #82
คนไร้รัก
หัวใจสะออน
 
รูปส่วนตัว คนไร้รัก
 
สมัครเมื่อ: Nov 2009
โพส: 1,055
Wink

อ้างอิง:
โพสต้นฉบับโดยคุณ ราชปะแตน3068 ดูโพส
ขอบคุณพี่มากน่ะครับ รบกวนถามอีกนิดนึงครับแสดงว่าวันไปขึ้นศาลเราไปด้วยตนเองแล้วก็แถลงต่อศาลว่าขาดอายุความไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องจ้างทนายไปใช่หรือไม่ครับ??
พี่ขอแนะนำว่าควรจ้างทนายรับมอบอำนาจไปแทนน้องดีกว่า ประเด็นข้อต่อสู้ในคดีที่โจทย์ร่างฟ้องมามีอะไรบ้าง ถ้าน้องจะสู้คดีก็จะต้องยื่นเอกสารคำร้องแถลงส่งศาลก่อนที่จะถึงกำหนดนัดพิจารณาคดีนะครับ ทุกประเด็นที่ธนาคารร่างฟ้องมาจะได้ไม่หลุดข้อกฏหมาย เด๋วจะขาดตกประเด็นสาระสำคัญในคดีที่เราควรจะแก้ข้อต่อสู้นะครับและศาลอาจจะไม่รับฟังหรือรับพิจารณา อาจจะยกคำร้องหรือคำแถลงข้อต่อสู้ที่เราแก้ต่างในคดีที่ไม่ตรงประเด็น
พี่ว่าน้องควรจะมอบอำนาจให้ทนายดำเนินการแทนดีกว่านะครับ ยังทำให้น้องมีเวลาแก้ต่างและเลื่อนนัดหรือไกล่เกลี่ยประณีประณอมเรื่อง ดอกเบี้ย ถ้าน้องขึ้นศาลด้วยตนเองมีข้อเสียในเวลาที่ศาลท่านตัดสินว่าแพ้คดีในฐานะจำเลยมาขึ้นศาลเองศาลจะถือว่ารับทราบคำพิพากษา น้องจะต้องทำตามคำพิพากษาชำระหนี้ในกำหนด หากว่าจำเลยผิดนัดไม่ทำตามคำพิพากษา โจทย์จะยื่นคำร้องขอบังคับคดีและเข้ามาอายัดทรัพย์เพื่อยึดขายทอดตลาด

แก้ไขครั้งล่าสุดโดย คนไร้รัก : 02-02-2010 เมื่อ 07:10 AM
คนไร้รัก ได้ออฟไลน์   ตอบพร้อมอ้างข้อความ
เก่า 02-02-2010, 05:20 PM   #83
คนไร้รัก
หัวใจสะออน
 
รูปส่วนตัว คนไร้รัก
 
สมัครเมื่อ: Nov 2009
โพส: 1,055
Wink วิธีการติดตามสืบหาพวกป่วนแบบโรคจิตเบื้องต้น

เบอร์มือถือ ตามหลัง 08 จะบอกได้ว่ามาจากเครื่อข่ายไหน
....แจ้งความให้ตำรวจออกเอกสารแจ้งความไว้ แล้วไปขอการติดตามหมายเลขที่เครือข่าย...
ข้อมูลสำหรับตรวจสอบเบอร์โทรศัพท์มือถือที่ตามหลัง 08-xxxx........ ดังกล่าว ว่าเป็นของเครือข่ายใดครับ
หมายเลขตามหลัง ٠٨ เครือข่าย
1000 - 1110 เครือข่าย AIS
1111 - 1139 เครือข่าย GSM1800
1140 - 1199 เครือข่าย AIS
1200 เครือข่าย Aces
1201 - 1204 เครือข่าย GSM1800

1205 - 1209 เครือข่าย DTAC
1210 - 1219 เครือข่าย TOT ***
1220 - 1229 เครือข่าย NMT470ๆ
1234 - 1235 เครือข่าย True Move
1236 - 1239 เครือข่าย True Move
1240 - 1244 เครือข่าย GSM1800
1245 - 1249 เครือข่าย True Move
1250 - 1299 เครือข่าย AIS
1300 - 1309 เครือข่าย DTAC
1310 - 1339 เครือข่าย GSM1800
1340 - 1349 เครือข่าย DTAC
1350 - 1389 เครือข่าย AIS
1390 - 1399 เครือข่าย DTAC
1400 - 1499 เครือข่าย DTAC **
1460 - 1467 เครือข่าย Hutch **
1468 - 1469 เครือข่าย True Move **
1500 - 1529 เครือข่าย GSM1800
1530 - 1599 เครือข่าย DTAC
1600 - 1699 เครือข่าย DTAC
1610 1624 1630 1635 1656 เครือข่าย GSM1800
1700 - 1709 เครือข่าย AIS
1710 - 1719 เครือข่าย DTAC
1720 - 1799 เครือข่าย AIS
1800 - 1899 เครือข่าย AIS
1900 - 1999 เครือข่าย AIS
3000 - 3099 เครือข่าย Hutch
31xx เครือข่าย DTAC
3200 - 3219 เครือข่าย True Move
3280 เครือข่าย True Move
329x เครือข่าย DTAC
33xx เครือข่าย AIS
3600 - 3619 เครือข่าย True Move
3693 - 3719 เครือข่าย True Move
3771 - 3789 เครือข่าย True Move
3792 - 3793 เครือข่าย True Move
37940000 - 37941499 เครือข่าย True Move
3800 - 3819 เครือข่าย True Move
3900 - 3929 เครือข่าย True Move
3970 - 3999 เครือข่าย True Move
40xx เครือข่าย True Move
41xx เครือข่าย True Move
4304 - 4311 เครือข่าย AIS
4314 - 4339 เครือข่าย AIS
4500 - 4519 เครือข่าย DTAC
4540 - 4549 เครือข่าย DTAC
46xx เครือข่าย DTAC
47xx เครือข่าย AIS
48xx เครือข่าย AIS
4900 - 4969 เครือข่าย AIS
4970 - 4999 เครือข่าย True Move
50xx เครือข่าย DTAC
51xx เครือข่าย DTAC
52xx เครือข่าย AIS
5300 - 5499 เครือข่าย DTAC
5500 - 5519 เครือข่าย True Move
5700 - 05759 เครือข่าย AIS
58XX - 59XX เครือข่าย True Move
60xx เครือข่าย AIS
61xx เครือข่าย AIS
62xx เครือข่าย AIS
63xx เครือข่าย HUTCH
6400 - 6429 เครือข่าย Hutch
65xx เครือข่าย True Move
66xx เครือข่าย True Move
6700 - 6749 เครือข่าย True Move
6750 - 6799 เครือข่าย DTAC
68xx เครือข่าย DTAC
69xx เครือข่าย DTAC
70xx เครือข่าย AIS
71xx เครือข่าย AIS
72xx เครือข่าย AIS
737x เครือข่าย DTAC
7400 - 7419 เครือข่าย DTAC
7490 - 7519 เครือข่าย DTAC
7571 - 7574 เครือข่าย DTAC
7580 - 7619 เครือข่าย DTAC
7670 - 7719 เครือข่าย DTAC
7770 - 7779 เครือข่าย DTAC
7785 เครือข่าย DTAC
7790 เครือข่าย DTAC
7794 - 7795 เครือข่าย DTAC
7797 - 7799 เครือข่าย DTAC
78xx เครือข่าย AIS
79xx เครือข่าย AIS
90xx เครือข่าย AIS
91xx เครือข่าย True Move
92xx เครือข่าย AIS
93xx เครือข่าย Thai Mobile
94xx เครือข่าย DTAC
95xx เครือข่าย AIS
96xx เครือข่าย DTAC
97xx เครือข่าย DTAC
98xx เครือข่าย AIS
99xx เครือข่าย AIS


แก้ไขครั้งล่าสุดโดย คนไร้รัก : 02-02-2010 เมื่อ 05:41 PM
คนไร้รัก ได้ออฟไลน์   ตอบพร้อมอ้างข้อความ
เก่า 03-02-2010, 11:28 PM   #84
ราชปะแตน3068
ดาราอาวุโส
 
รูปส่วนตัว ราชปะแตน3068
 
สมัครเมื่อ: Nov 2008
โพส: 403
มาตรฐาน

อ้างอิง:
โพสต้นฉบับโดยคุณ คนไร้รัก ดูโพส
พี่ขอแนะนำว่าควรจ้างทนายรับมอบอำนาจไปแทนน้องดีกว่า ประเด็นข้อต่อสู้ในคดีที่โจทย์ร่างฟ้องมามีอะไรบ้าง ถ้าน้องจะสู้คดีก็จะต้องยื่นเอกสารคำร้องแถลงส่งศาลก่อนที่จะถึงกำหนดนัดพิจารณาคดีนะครับ ทุกประเด็นที่ธนาคารร่างฟ้องมาจะได้ไม่หลุดข้อกฏหมาย เด๋วจะขาดตกประเด็นสาระสำคัญในคดีที่เราควรจะแก้ข้อต่อสู้นะครับและศาลอาจจะไม่รับฟังหรือรับพิจารณา อาจจะยกคำร้องหรือคำแถลงข้อต่อสู้ที่เราแก้ต่างในคดีที่ไม่ตรงประเด็น
พี่ว่าน้องควรจะมอบอำนาจให้ทนายดำเนินการแทนดีกว่านะครับ ยังทำให้น้องมีเวลาแก้ต่างและเลื่อนนัดหรือไกล่เกลี่ยประณีประณอมเรื่อง ดอกเบี้ย ถ้าน้องขึ้นศาลด้วยตนเองมีข้อเสียในเวลาที่ศาลท่านตัดสินว่าแพ้คดีในฐานะจำเลยมาขึ้นศาลเองศาลจะถือว่ารับทราบคำพิพากษา น้องจะต้องทำตามคำพิพากษาชำระหนี้ในกำหนด หากว่าจำเลยผิดนัดไม่ทำตามคำพิพากษา โจทย์จะยื่นคำร้องขอบังคับคดีและเข้ามาอายัดทรัพย์เพื่อยึดขายทอดตลาด
ขอบคุณมากครับพี่...
ราชปะแตน3068 ได้ออฟไลน์   ตอบพร้อมอ้างข้อความ
เก่า 04-02-2010, 09:48 AM   #85
คนไร้รัก
หัวใจสะออน
 
รูปส่วนตัว คนไร้รัก
 
สมัครเมื่อ: Nov 2009
โพส: 1,055
มาตรฐาน

อ้างอิง:
โพสต้นฉบับโดยคุณ ราชปะแตน3068 ดูโพส
ขอบคุณมากครับพี่...
ยินดีครับ หากมีข้อสงสัยในประเด็นอื่นๆสอบถามมาได้นะครับ
คนไร้รัก ได้ออฟไลน์   ตอบพร้อมอ้างข้อความ
เก่า 07-02-2010, 05:30 AM   #86
คนไร้รัก
หัวใจสะออน
 
รูปส่วนตัว คนไร้รัก
 
สมัครเมื่อ: Nov 2009
โพส: 1,055
มาตรฐาน


กฎหมายที่ดิน/การขายฝากที่ดิน/กรรมสิทธิ์ร่วม
กรณีมีที่ดิน 1 แปลงและมีผู้ร่วมกรรมสิทธิ์ทั้งสิ้น 3 คนยังไม่ได้แยกโฉนด และผู้ร่วมกรรมสิทธิ์คนที่ 1 ทำการขายฝากทีดินให้กับผู้ร่วมกรรมสิทธิ์คนที่ 2 และ 3 มีคำถามดังนี้
1.การทำสัญญาขายฝากที่ดินต้องดำเนินการอย่างไรบ้างคะถึงจะถูกต้องตามกฎหมาย
2.กรณีครบกำหนดระยะเวลาไถ่ถอนแล้วผู้ขายฝากไม่สามารถไถ่ถอนได้ เราสามารถนำชื่อเค้าออกจากโฉนดที่ดินได้เลยหรือเปล่าคะ โดยต้องไปที่กรมที่ดินเพื่อขอคัดชื่อออกจากโฉนดและที่ดินแปลงนั้นจะต้องถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนเท่าๆกันใช่หรือไม่คะ (กรณีไม่ต้องการแยกโฉนด เนื่องจากค่าแยกโฉนดราคาค่อนข้างสูงคะ) และถ้าหากผู้ขายไม่ยอมคัดชื่อออกจากโฉนด ควรทำอย่างไรคะ
3. กรณีที่ผู้รับซื้อที่ดินดังกล่าวเสียชีวิต 1 คน ก่อนที่ ผู้ขายฝากจะชำระหนี้หมด และเมื่อครบกำหนดการไถ่ถอนแล้วผู้ขายฝากไม่สามารถไถ่ถอนได้ที่ดินส่วนนั้นจะเป็นของใครคะ
4. กรณีที่ผู้ขายฝากเสียชีวิตก่อนถึงกำหนดระยะเวลาไถ่ถอน ผู้สืบมรดกจะต้องเป็นผู้ไถ่ถอนแทนใช่หรือไม่คะ และหากไม่สามารถไถ่ถอนได้ที่ดินก็ต้องตกเป็นของผู้ซื้อใช่หรือไม่คะ
คำนะนำคลายทุกข์
1. ทำเป็นหนังสือแล้วจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1299
2. กรรมสิทธิ์ตกเป็นของผู้รับซื้อฝากตั้วแต่ในวันทำสัญญา ไม่จำเป็นต้องเอาชื่อออก ตาม ป.พ.พ. มาตรา 491
3. ตกเป็นของทายาท ตาม ป.พ.พ.มาตรา 1629
4. ถูกต้อง ตามป.พ.พ. มาตรา 1599และมาตรา 1601
ตัวบทกฎหมายอ้างอิง
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์

มาตรา 491 อันว่าขายฝากนั้น คือสัญญาซื้อขายซึ่งกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินตกไปยังผู้ซื้อ โดยมีข้อตกลงกันว่าผู้ขายอาจไถ่ทรัพย์นั้นคืนได้
มาตรา1299 ภายในบังคับแห่งบทบัญญัติในประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นท่านว่าการได้มาโดยนิติกรรมซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้นไม่บริบูรณ์ เว้นแต่นิติกรรมจะได้ทำเป็นหนังสือและได้จดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่
ถ้ามีผู้ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพยสิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรม สิทธิของผู้ได้มานั้น ถ้ายังมิได้จดทะเบียนไซร้ ท่านว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนไม่ได้ และสิทธิอันยังมิได้จดทะเบียนนั้น มิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริต และได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว
มาตรา 1629 ทายาทโดยธรรมมีหกลำดับเท่านั้น และภายใต้บังคับแห่งมาตรา1630 วรรค 2 แต่ละลำดับมีสิทธิได้รับมรดกก่อนหลังดั่งต่อไปนี้ คือ
(1) ผู้สืบสันดาน
(2) บิดามารดา
(3) พี่น้องร่วมบิดามารดาเดียวกัน
(4) พี่น้องร่วมบิดาหรือร่วมมารดาเดียวกัน
(5) ปู่ ย่า ตา ยาย
(6) ลุง ป้า น้า อา
คู่สมรสที่ยังมีชีวิตอยู่นั้นก็เป็นทายาทโดยธรรม ภายใต้บังคับของบทบัญญัติพิเศษแห่งมาตรา 1635
มาตรา 1599 เมื่อบุคคลใดตาย มรดกของบุคคลนั้นตกทอดแก่ทายาท
ทายาทอาจเสียไปซึ่งสิทธิในมรดกได้แต่โดยบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่น
มาตรา1601 ทายาทไม่จำต้องรับผิดเกินกว่าทรัพย์มรดกที่ตกทอดได้แก่ตน
คนไร้รัก ได้ออฟไลน์   ตอบพร้อมอ้างข้อความ
เก่า 12-02-2010, 11:59 AM   #87
คนไร้รัก
หัวใจสะออน
 
รูปส่วนตัว คนไร้รัก
 
สมัครเมื่อ: Nov 2009
โพส: 1,055
มาตรฐาน ความรู้เกี่ยวกับการจดทะเบียนรับรองบุตร


ความรู้เกี่ยวกับการจดทะเบียนรับรองบุตร



เมื่อครั้งก่อนได้ผมนำเสนอความรู้เกี่ยวกับทะเบียนครอบครัวไปแล้วหลายเรื่องด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการจดทะเบียนสมรส, การจดทะเบียนหย่า เป็นต้น ในครั้งนี้จึงผมขอเสนอความรู้เกี่ยวกับการจดทะเบียนรับรองบุตร ซึ่งการจดทะเบียนรับรองบุตรนั้นจะกระทำต่อเมื่อบิดา-มารดามิได้จดทะเบียนสมรสกัน เมื่อเกิดบุตรขึ้นมาฝ่ายชายจะเป็นผู้จดทะเบียนรับรองบุตร เพื่อให้บุตรมีสถานะเป็นบุตรโดยชอบด้วยกฎหมายของชาย

ถ้าฝ่ายหญิงไม่ยินยอม บุตรที่เกิดมาย่อมตกแก่ฝ่ายหญิงเท่านั้นสำหรับเอกสารที่ใช้ในการติดต่อขอจดทะเบียนรับรองบุตรนั้น ก็ใช้เพียงแค่หนังสือแสดงความยินยอมบุตร และหนังสือแสดงความยินยอมของมารดาของบุตร เท่านั้นเอง


การจดทะเบียนรับรองบุตรนั้น สามารถปฏิบัติได้ 3 วิธี ดังนี้
1) การจดทะเบียนรับรองบุตรในสำนักทะเบียน
2) การจดทะเบียนรับรองบุตรนอกสำนักทะเบียน
3) การจดทะเบียนรับรองบุตรนอกสำนักทะเบียนในท้องที่ห่างไกล


ขั้นตอนในการติดต่อเพื่อขอจดทะเบียนรับรองบุตร มีดังนี้
1) บิดายื่นคำร้องขอจดทะเบียนรับรองบุตรต่อนายทะเบียน ณ สำนักทะเบียนอำเภอหรือสำนักทะเบียนเขต โดยนำมารดาเด็กและเด็กมาแสดงตนด้วยว่าจะคัดค้านหรือไม่ สำหรับการแสดงออกของเด็กว่าจะยินยอมหรือจะคัดค้านนั้นจะใช้ในเฉพาะกรณีที่เด็กรู้เดียงสาแล้วเท่านั้น โดยการรู้เดียงสานั้นก็คือ การที่เด็กมีความสามารถที่จะรู้ผิดชอบตามปกติสามัญ โดยไม่สำคัญว่าเด็กนั้นจะอายุเท่าใด
2) กรณีที่เด็กและมารดาเด็กไม่ได้มาให้ความยินยอม ต่อหน้านายทะเบียนให้นายทะเบียนแจ้งการขอจดทะเบียนของบิดาไปยังเด็กและมารดาเด็ก ถ้าเด็กและมารดาไม่คัดค้าน หรือไม่ให้ความยินยอมภายใน 60 วัน นับแต่การแจ้งนั้นถึงเด็กและมารดาเด็ก ให้สันนิษฐานว่าเด็กหรือมารดาเด็กไม่ให้ความยินยอม ถ้าเด็กหรือมารดาเด็กอยู่นอกประเทศไทยให้ขยายเวลานั้นเป็น 180 วัน
3) ในกรณีที่เด็กหรือมารดาเด็กคัดค้านว่าผู้ขอจดทะเบียนไม่ใช่บิดาหรือไม่ให้ความยินยอมหรือไม่อาจให้ความยินยอมได้ การจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรต้องมีคำพิพากษาของศาล และเมื่อศาลได้พิพากษาให้บิดาจดทะเบียนเด็กเป็นบุตรได้ และบิดาได้นำคำพิพากษาไปขอจดทะเบียนต่อนายทะเบียนให้นายทะเบียนดำเนินการจดทะเบียนให้
4) ภายในกำหนด 90 วัน นับแต่วันแจ้งขอจดทะเบียนถึงเด็กหรือมารดาเด็ก เด็กหรือมารดาเด็กอาจแจ้งให้นายทะเบียนจดบันทึกไว้ได้ว่าผู้ขอจดทะเบียนไม่สมควรเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองบางส่วนหรือทั้งหมดได้ เหล่านี้เป็นอีกหนึ่งสาระเกี่ยวกับการดำเนินงานด้านการทะเบียน ซึ่งพี่น้องประชาชนทุกท่านสามารถนำไปใช้ในการติดต่อราชการได้ และในโอกาสหน้าจะได้นำเสนอความรู้ในด้านอื่นๆ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ได้ต่อไป
คนไร้รัก ได้ออฟไลน์   ตอบพร้อมอ้างข้อความ
เก่า 21-02-2010, 12:07 PM   #88
คนไร้รัก
หัวใจสะออน
 
รูปส่วนตัว คนไร้รัก
 
สมัครเมื่อ: Nov 2009
โพส: 1,055
มาตรฐาน

กฎหมายน่ารู้เกี่ยวกับยาเสพติด กฎหมายน่ารู้เกี่ยวกับสิ่งเสพติด กฎหมายเกี่ยวกับผู้มีสิ่งเสพติดไว้ในครอบครอง
กฎหมายเกี่ยวกับสิ่งเสพติดมีอยู่หลายฉบับ แต่เนื่องจากบทลงโทษกำหนดไว้ สถานเบาซึ่ง
เป็นเหตุให้ผู้ค้าสิ่งเสพติดไม่กลัวเกรง ต่อการกระทำผิดรวมทั้งมีหลายหน่วยงาน ในการดำเนินการ ทำให้เกิดความสับสนในทางปฏิบัติ รัฐจึงได้ดำเนินการแก้ไข
ปรับปรุง โดยร่างพระราชบัญญัต ิยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522 ขึ้น ดังนั้นพระราชบัญญัต ิยาเสพติดให้โทษ พ.ศ. 2522
จึงเป็นกฎหมายสำคัญในการปราบปรามผู้กระทำผิดเกี่ยวกับสิ่งเสพติด กฎหมายเกี่ยวกับผู้มี สิ่งเสพติดไว้ในครอบครอง พระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 กำหนดโทษไว้
ดังนี้
มีไว้ครอบครอง
มีบางมาตราบัญญัติเป็นข้อสันนิษฐานของกฎหมายไว้ว่า "ในกรณีมีเฮโรอีนไว้ในครอบ ครอง ตั้งแต่ 20 กรัมขึ้นไป กฎหมายถือว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย แต่ทั้งนี้มิได้หมาย ความว่า ถ้ามีเฮโรอีนไว้ในครอบครองไม่ถึง 20 กรัม จะตั้งข้อหาว่ามีไว้ในครอบครองเพื่อ จำหน่ายไม่ได้ ถ้ามีพยานหลักฐานอื่นที่แน่นอน ก็สามารถที่จะตั้งข้อหาได้" โทษสูงสุดถึง ประหารชีวิต โทษต่ำสุดจำคุกตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป โทษปรับตั้งแต่ 5,000 บาท ถึง
500,000 บาท ความผิดคดีสิ่งเสพติดให้โทษทั่วไป เช่น มอร์ฟีน โคเคน หรือฝิ่น มีโทษ สูงสุดถึง จำคุกตลอดชีวิต ความผิดเกี่ยวกับสิ่งเสพติด เช่น กัญชา กระท่อม โทษสูงสุด คือ
จำคุก 15 ปี และโทษปรับสูงสุด 150,000 บาท กฎหมายเกี่ยวกับผู้เสพยาเสพติด
ปัญหาเรื่องการเสพยาเสพติดแต่เดิมเป็นปัญหายุ่งยากมาก จะต้องนำสืบปราศจาก
ข้อสงสัยว่า เสพอย่างไร ที่ไหน เมื่อไร จึงให้ความหมายไว้ว่า "เสพ" หมายถึง การรับ สิ่งเสพติดเข้าสู่ร่างกาย ไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ ซึ่งสามารถตรวจพบได้โดยหลัก วิทยาศาสตร์ การแพทย์ เช่นนี้จะช่วยเหลือได้มาก เมื่อจับผู้เสพได้โดยไม่มีของ กลางหรืออุปกรณ์
ในการเสพ ในการนี้แพทย์จะยืนยันได้ว่าเสพสิ่งเสพติด ชนิดนั้น ๆ สู่ร่างกายและเสพเมื่อไร แล้วศาลลง โทษได้" โทษเกี่ยวกับผู้เสพยาเสพติด ประเภท เฮโรอีน ฝิ่น มอร์ฟีน โคเคน ต้องระวาง โทษจำ คุกตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 10 ปี และปรับตั้งแต่ 5,000 ถึง 100,000 บาท ผู้เสพกัญชา กระท่อม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี และ ปรับไม่เกิน 10,000 บาท




คนไร้รัก ได้ออฟไลน์   ตอบพร้อมอ้างข้อความ
เก่า 05-03-2010, 03:56 PM   #90
คนไร้รัก
หัวใจสะออน
 
รูปส่วนตัว คนไร้รัก
 
สมัครเมื่อ: Nov 2009
โพส: 1,055
มาตรฐาน ภาษีรายได้บุคคลที่คุณควรรู้



วิธีเสีย ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาทางเวปไซท์ ( ภงด. 91 ) ( website )


Posted by dsin on Friday, March 21, 2008
Labels: กรมสรรพากร, ภงด.91, ภาษี, ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา, สรรพากร


คนโสดเงินเดือน 16,585 บาท จึงเริ่มเสียภาษี
( เงินเดือนอัตรานี้หมายถึง พนักงานที่ไม่มีรายการลดหย่อนใด ๆ นอกเหนือจากประกันสังคม )

หรือ

ถ้าเงินเดือนไม่ถึงเกณฑ์ที่ต้องเสียภาษี แต่ก็มีหน้าที่ต้องยื่นแบบ หากเข้าตามเกณฑ์ดังต่อไปนี้
- คนโสดมีเงินได้ทั้งปีเกิน 50,000 บาท
- มีคู่สมรส มีเงินได้ทั้งปีไม่ว่าฝ่ายเดียวหรือทั้งสองฝ่ายรวมกันเกิน 100,000 บาท

ระยะเวลาในการยื่นภาษี
1 มกราคม ถึง 31 มีนาคม ของทุกปี

วิธีเสียภาษีทางเว็ปไซท์
1. เข้าไปที่ http://rdserver.rd.go.th

ถ้าได้เงินเดือนจากบริษัท อย่างเดียว ให้ยื่นแบบ ภงด.91
แต่ถ้านอกเหนือจากงานประจำ ยังมีรายได้จากทางอื่นอีก ก็จะต้องยื่นแบบ ภงด.90


2. พอกดเข้าไปแล้วจะเจอหน้า login
หมายเลขผู้ใช คือ เลขประจำตัวประชาชน
รหัสผ่าน ต้องมีความยาว 8 ตัวอักษร
ลงทะเบียน
ถ้ายังไม่ได้กดลงทะเบียนให้กด ลงทะเบียน มันจะไปยังหน้านี่


ก็ทำตามขั้นตอนลงทะเบียนจนจบ
เราสัญชาติไทยพอลงทะเบียนเสร็จจะได้ ภาพพิมพ์ แบบ ภ.อ.01 มาด้วย

ที่ควรจะใส่ใจจำให้ได้ คือ คำถามกันลืม แล้วก็คำตอบ

เพราะว่า ถ้าเกิดจะต้องยื่น(ในปีหน้า) แล้วจำรหัสผ่านไม่ได้ ที่หน้าล๊อกอิน มันมีให้กด ลืมรหัสผ่าน

มันจะให้เลือก คำถาม ด้วย ถ้าจำไม่ได้ว่าเลือกคำถามไหนไปก็จบกัน


3. พอล๊อกอินไปแล้วกด ภงด. 91 แล้วจะมาที่หน้านี้ (เราจ่าย ภงด. 91 นะ ต้องจ่าย ภงด.90 ก็กด ของ 90 นะ)

ก็ติ๊กสถานะผู้มีเงินได้ไป

ถ้า สถานะ สมรส ก็กรอกด้านขวาด้วย
โสดกับหม้ายไม่ต้อง

เลือกวิธีบันทึกแบบ ตามรูปแบบ ภ.ง.ด.91
4. ก็จะมาหน้านี้แล้ว
แบบแสดงรายการภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (ภ.ง.ด. 91)


ตรงกรอบสีๆ 4 กรอบที่เราตีกรอบไว้ ถ้ามองไม่เห็นก็คลิกที่รูปซะ มันจะได้เป็นรูปใหญ่ ( ได้แก่ เงินได้, ภาษีหัก ณ ที่จ่าย, กองทุนเลี้ยงชีพ, ประกันสังคม )ให้กรอกตาม หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 ทวิ ที่บริษัทแจกมาให้ (รูปล่างมีตีกรอบไว้ด้วยสีเดียวกัน) ทั้ง 4 ช่อง


หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 ทวิ ที่บริษัทแจกมาให้

5. จากรูปของข้อ 4
นอกนั้นที่หักลดได้ มี
- คู่สมรส (ที่ไม่มีรายได้)
- มีบุตร
- พ่อแม่อายุเกิน 60 ปี (ไม่มีรายได้)
- ทำประกันชีวิต
- ผ่อนบ้าน
-
ลงทุนในกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ
-
ลงทุนในกองทุนรวมหุ้นระยะยาว
จะกรอกในข้อ ค ทั้งหมด

จะมีแค่เงินบริจาคที่จะกรอกในข้อ ก (กรอบสีดำ)



6. * ช่อง ข "รายการเงินได้ที่ได้รับยกเว้น" จะเกี่ยวข้องกับเราแค่ข้อ 1 ข้อเดียว (สำหรับคนที่สะสมเงินกองทุนสำรองเลี้ยงชีพเกิน 10,000.- คือ นำส่วนที่เกิน 10,000.- มากรอกตรงนี้)


7. เสร็จแล้วโปรแกรมจะสรุปภาษีว่าต้องจ่ายเพิ่ม หรือได้รับคืนอัตโนมัติ (ดูข้อ ก.15) แต่หากโปรแกรมขึ้นว่ามีเงินต้องจ่ายเพิ่ม ต่ำกว่า 1.- ก็ไม่ต้องชำระเขายกเว้นให้

8. ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลเรียบร้อยแล้ว กด "คำนวณภาษี"
มันจะมาหน้าให้ใส่เลขประจำตัวผู้เสียภาษี ของ 'ผู้จ่ายเงินได้'
นั่นก็คือ เลขประจำตัวผู้เสียภาษีของ บริษัท นั่นเอง
ให้ดูจาก
หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่จ่าย ตามมาตรา 50 ทวิ (อยู่บนขวา)

หน้าจอบันทึกข้อมูลผู้จ่ายเงินได้

9. พอกดตกลง มันจะไปหน้าให้ยืนยัน
ที่มุมล่างขวาจะมีคำร้องขอคืนภาษี


ก็ติ๊กไปว่าจะเอาคืนหรือไม่
แล้วก็กดยืนยัน

จบและ

สุดท้ายนี่น่าจะเป็นประโยชน์
1. หนังสือรับรอง ตามมาตรา 50 ทวิ ที่บริษัทออกให้ รวมถึงเอกสารและหลักฐานที่สามารถนำมาลดหย่อนภาษีได้ ให้เก็บรักษาไว้ 3 ปี
เนื่องจากสรรพากรสามารถขอตรวจสอบเอกสารย้อนหลังได้
2. ลดหย่อนกองทุนประกันสังคม ได้สูงสุด 9,000 บาท
3. - ลดหย่อนกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้ไม่เกิน 10,000 บาท
- ส่วนที่เกิน 10,000 บาท แต่ไม่เกิน 290,000 บาท เป็นเงินได้รับยกเว้นภาษี
4.
ตารางอัตราภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ลำดับ
ตั้งแต่(บาท)
ถึง(บาท)
อัตราภาษี
1
0.00
100,000
0%
2
100,001
500,000
10%
3
500,001
1,000,000
20%
4
1,000,001
4,000,000
30%
5
4,000,001
1,000,000,000
37%

อย่าลืมเสียภาษีนะครับ เด๋วจะโดนปรับและมีความผิดตามที่กฎหมายกำหนด
คนไร้รัก ได้ออฟไลน์   ตอบพร้อมอ้างข้อความ
เก่า 07-03-2010, 02:18 PM   #91
คนไร้รัก
หัวใจสะออน
 
รูปส่วนตัว คนไร้รัก
 
สมัครเมื่อ: Nov 2009
โพส: 1,055
Talking

ภาษีป้าย
----------
การจัดเก็บภาษีป้าย
1.
ป้ายที่ต้องเสียภาษี

1.1
ป้ายที่ต้องเสียภาษีป้าย ได้แก่
ป้ายแสดงชื่อ ยี่ห้อ หรือเครื่องหมายที่ใช้ในการประกอบการค้า หรือ
ประกอบกิจการอื่นเพื่อหารายได้ ไม่ว่าจะแสดง หรือโฆษณาไว้ที่วัตถุใด ๆ ด้วยอักษร ภาพ หรือเครื่องหมาย ที่เขียน
แกะสลัก จารึก หรือทำให้ปรากฏด้วยวิธีใด ๆ

1.2
ไม่เป็นป้ายที่ได้รับการยกเว้นภาษีป้าย

2.
ป้ายที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีป้าย ได้แก่

2.1
ป้ายที่แสดงไว้ ณ โรงมหรสพ และบริเวณของโรงมหรสพนั้น เพื่อโฆษณามหรสพ

2.2
ป้ายที่แสดงไว้ที่สินค้า หรือที่สิ่งห่อหุ้มหรือบรรจุสินค้า

2.3
ป้ายที่แสดงไว้ในบริเวณงานที่จัดขึ้นเป็นครั้งคราว

2.4
ป้ายที่แสดงไว้ที่คนหรือสัตว์

2.5
ป้ายที่แสดงไว้ภายในอาคารที่ใช้ประกอบการค้า หรือประกอบกิจการอื่นหรือภายในอาคารซึ่งเป็น
ที่รโหฐาน ทั้งนี้เพื่อหารายได้ และแต่ละป้ายมีพื้นที่ไม่เกินที่กำหนดในกฎกระทรวง
(กฎกระทรวง ฉบับที่ 8 (.. 2542)

กำหนดว่าต้องเป็นป้ายที่มีพื้นที่ไม่เกินสามตารางเมตร มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่
21 พฤษภาคม 2542) แต่ไม่รวมถึงป้าย
ตามกฎหมายว่าด้วยทะเบียนพาณิชย์

2.6
ป้ายของราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค หรือราชการส่วนท้องถิ่น ตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบ
บริหารราชการแผ่นดิน

2.7
ป้ายขององค์การที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล หรือตามกฎหมาย
ว่าด้วยการนั้นๆ และหน่วยงานที่นำรายได้ส่งรัฐ

2.8
ป้ายของธนาคารแห่งประเทศไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ ธนาคารเพื่อการเกษตรและ
สหกรณ์ และบริษัทเงินทุนอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

2.9
ป้ายของโรงเรียนเอกชนตามกฎหมายว่าด้วยโรงเรียนเอกชน หรือสถาบันอุดมศึกษาเอกชน ที่แสดงไว้ ณ
อาคารหรือบริเวณของโรงเรียนเอกชน หรือสถาบันอุดมศึกษาเอกชนนั้น

2.10
ป้ายของผู้ประกอบการเกษตร ซึ่งค้าผลผลิตอันเกิดจากการเกษตรของตน

2.11
ป้ายของวัด หรือผู้ดำเนินกิจการเพื่อประโยชน์แก่การศาสนา หรือการกุศลสาธารณะโดยเฉพาะ

2.12
ป้ายของสมาคมหรือมูลนิธิ

2.13
ป้ายที่กำหนดในกฎกระทรวง
กฎกระทรวง ฉบับที่
2 (.. 2535) ออกตามความในพระราชบัญญัติภาษีป้าย พ.. 2510 กำหนดป้ายที่ได้รับ
การยกเว้นภาษีป้ายคือ

(1)
ป้ายที่แสดงหรือติดตั้งไว้ที่รถยนตร์ส่วนบุคคล รถจักรยานยนต์ รถบดถนน หรือรถแทรกเตอร์

(2)
ป้ายที่ติดตั้งหรือแสดงไว้ที่ล้อเลื่อน

(3)
ป้ายที่ติดตั้งหรือแสดงไว้ที่ยานพาหนะนอกเหนือจาก (1) และ (2) โดยมีพื้นที่ไม่เกินห้าร้อยตาราง
เซนติเมตร

3.
ผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้าย

ผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้าย ได้แก่
3.1 เจ้าของป้าย
3.2
ในกรณีที่ไม่มีผู้อื่นยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้าย หรือเมื่อพนักงานเจ้าหน้าที่ไม่อาจหาตัวเจ้าของป้ายนั้น
ได้ให้ถือว่าผู้ครอบครองป้ายนั้นเป็นผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้าย ถ้าไม่อาจหาตัวผู้ครอบครองป้ายนั้นได้ให้ถือว่าเจ้าของหรือ
ผู้ครอบครองอาคารหรือที่ดินที่ป้ายนั้นติดตั้งหรือแสดงอยู่เป็นผู้มีหน้าที่เสีย ภาษีป้ายตามลำดับ

4.
ระยะเวลาการยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีป้าย

4.1
เจ้าของป้ายที่มีหน้าที่เสียภาษีป้ายต้องยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้าย (ภป.) ภายในเดือนมีนาคมของทุกปี

4.2
ในกรณีที่ติดตั้งหรือแสดงป้ายภายหลังเดือนมีนาคมหรือติดตั้งหรือแสดงป้ายใหม่แทนป้ายเดิม หรือ
เปลี่ยนแปลงแก้ไขป้ายอันเป็นเหตุให้ต้องเสียภาษีป้ายเพิ่มขึ้น ให้เจ้าของป้ายยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายภายใน
15 วัน
นับแต่วันติดตั้งหรือแสดงป้าย หรือนับแต่วันเปลี่ยนแปลงแก้ไขแล้วแต่กรณี

5.
การคำนวณพื้นที่ป้าย อัตราค่าภาษีป้าย และการคำนวณภาษีป้าย

5.1
การคำนวณพื้นที่ป้าย

5.1.1
ป้ายที่มีขอบเขตกำหนดได้
ส่วนกว้างที่สุด
X ส่วนยาวที่สุดของขอบเขตป้าย

5.1.2
ป้ายที่ไม่มีขอบเขตกำหนดได้
ถือตัวอักษร ภาพ หรือเครื่องหมายที่อยู่ริมสุดเป็นขอบเขตเพื่อกำหนด ส่วนกว้างที่สุด
ยาวที่สุด แล้วคำนวณตาม
5.1.1
5.1.3
คำนวณพื้นที่เป็นตารางเซนติเมตร

5.2
อัตราภาษีป้าย แบ่งเป็น 3 อัตรา ดังนี้

อัตราภาษีป้าย
(ต่อ 500 ตารางเซนติเมตร)

ลักษณะ บาท
1)
อักษรไทยล้วน

2)
อักษรไทยปนกับอักษรต่างประเทศ/ภาพ/เครื่องหมายอื่น

3)
ป้ายดังต่อไปนี้
. ไม่มีอักษรไทย
. อักษรไทยบางส่วนหรือทั้งหมดอยู่ใต้ หรือต่ำกว่าอักษรต่างประเทศ

4)
ป้ายที่เปลี่ยนแปลงแก้ไขพื้นที่ป้าย ข้อความ ภาพ หรือเครื่องหมายบางส่วนในป้ายได้เสีย
ภาษีป้ายแล้วอันเป็นเหตุให้ต้องเสียภาษีป้ายเพิ่มขึ้น ให้คิดอัตรา ตาม
1) 2) หรือ 3)

แล้วแต่กรณี และให้เสียเฉพาะเงินภาษีที่เพิ่มขึ้น
5)
ป้ายใดเสียต่ำกว่า 200 บาท ให้เสีย 200 บาท

3
20
40
5.3
การคำนวณภาษีป้าย
ให้คำนวณโดยนำพื้นที่ป้ายคูณด้วยอัตราภาษีป้าย เช่น ป้ายที่ต้องเสียภาษี
มีพื้นที่
10,000 ตารางเซนติเมตร เป็นป้ายประเภทที่ 2 ป้ายนี้เสียภาษี ดังนี้

10,000
หาร 500 คูณ 20 เท่ากับ 400 บาท (10,000/500 X 20 = 400)

6.
หลักฐานที่ใช้ประกอบการเสียภาษีป้าย

เพื่อความสะดวกในการเสียภาษี ควรแนะนำผู้มีหน้าที่เสียภาษีนำหลักฐานประกอบการยื่นแบบแสดงรายการ
เพื่อเสียภาษี (ภป.1) เท่าที่จำเป็นเพียงเพื่อประโยชน์ในการจัดเก็บภาษีเท่านั้น
6.1
กรณีป้ายที่ติดตั้งใหม่ ผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายที่ติดตั้งใหม่ ได้แก่

1)
บัตรประจำตัวประชาชน

2)
สำเนาทะเบียนบ้าน

3)
ทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม

4)
หนังสือรับรองหุ้นส่วนบริษัท

5)
ใบอนุญาตติดตั้งป้ายหรือใบเสร็จรับเงินจากร้านทำป้าย

6.2
กรณีป้ายรายเก่า ผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายที่เคยยื่นแบบแสดงรายการเพื่อเสียภาษีป้ายไว้แล้ว ควรนำ
ใบเสร็จรับเงินค่าภาษีป้ายครั้งก่อนมาแสดงด้วย

7.
ขั้นตอนการชำระภาษี

7.1
ผู้มีหน้าที่ต้องเสียภาษีป้ายยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้าย (ภป.1) พร้อมด้วยหลักฐาน

7.2
พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการเป็น 2 กรณี ดังนี้

1)
กรณีที่ผู้เสียภาษีป้ายประสงค์จะชำระภาษีป้ายในวันยื่นแบบแสดงรายการเสียภาษีป้าย ถ้าพนักงาน
เจ้าหน้าที่ตรวจสอบและประเมินภาษีป้ายได้ทันทีให้แจ้งผู้เสียภาษีป้ายว่าจะต้องเสียภาษีเป็นจำนวนเท่าใด

2)
กรณีผู้เสียภาษีป้ายไม่พร้อมจะชำระภาษีในวันยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้าย พนักงานเจ้าหน้าที่จะมี
หนังสือแจ้งการประเมิน
(ภป.3) แจ้งจำนวนเงินภาษีที่จะต้องชำระแก่ผู้เสียภาษี

7.3
ผู้เสียภาษีต้องมาชำระเงินค่าภาษีป้ายภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมินมิฉะนั้นจะต้องเสีย
เงินเพิ่ม

7.4
การชำระภาษีป้าย

-
เจ้าของป้ายมีหน้าที่ชำระภาษีป้ายเป็นรายปี ยกเว้นป้ายที่แสดงปีแรก

(1)
ระยะเวลา ภายใน 15 วันนับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน

(2)
สถานที่ชำระภาษี

-
สถานที่ที่ได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายไว้

-
หรือสถานที่อื่นที่พนักงานเจ้าหน้าที่กำหนด

(3)
การชำระภาษีวิธีอื่น

-
ธนาณัติ หรือตั๋วแลกเงินของธนาคารสั่งจ่ายส่วนท้องถิ่น

-
ส่งโดยไปรษณีย์ลงทะเบียน

-
ส่งไปยังสถานที่ตาม (2)
(4)
การผ่อนชำระหนี้

1.
ภาษีป้าย 3,000 บาทขึ้นไป

2.
ผ่อนชำระเป็น 3 งวดเท่า ๆ กัน

3.
แจ้งความจำนงเป็นหนังสือก่อนครบกำหนดเวลาชำระหนี้

-
ป้ายติดตั้งปีแรก

-
คิดภาษีป้ายเป็นรายงวด

-
งวดละ 3 เดือน

-
เริ่มเสียตั้งแต่งวดที่ติดตั้ง จนถึงงวดสุดท้ายของปี
งวด
1 มกราคม - มีนาคม = 100 %

งวด
2 เมษายน - มิถุนายน = 75 %

งวด
3 กรกฎาคม - กันยายน = 50 %

งวด 4 ตุลาคม - ธันวาคม = 25 %
8.
เงินเพิ่ม

ผู้มีหน้าที่เสียภาษีป้ายจะต้องเสียเงินเพิ่มในกรณีและอัตราดังต่อไปนี้
8.1
ไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายภายในเวลาที่กำหนด ให้เสียเงินเพิ่มร้อยละสิบของค่าภาษีป้ายเว้นแต่
กรณีที่เจ้าของป้ายได้ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายก่อนที่พนักงานเจ้าหน้าที่จะได้แจ้งให้ทราบถึงการละเว้นนั้น ให้เสียเงิน
เพิ่มร้อยละห้าของค่าภาษีป้าย

8.2
ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายโดยไม่ถูกต้อง ทำให้จำนวนเงินที่จะต้องเสียภาษีป้ายลดน้อยลงให้เสียเงิน
เพิ่มร้อยละสิบของค่าภาษีป้ายที่ประเมินเพิ่มเติม เว้นแต่กรณีที่เจ้าของป้ายได้มาขอแก้ไขแบบแสดงรายการภาษีป้ายให้
ถูกต้องก่อนที่พนักงานเจ้าหน้าที่แจ้งการประเมิน

8.3
ไม่ชำระภาษีป้ายภายในเวลาที่กำหนด ให้เสียเงินเพิ่มร้อยละสองต่อเดือนของค่าภาษีป้าย เศษของเดือน
ให้นับเป็นหนึ่งเดือน ทั้งนี้ไม่ให้นำเงินเพิ่มตาม
8.1 และ 8.2 มาคำนวณเป็นเงินเพิ่มตามข้อนี้ด้วย

9.
บทกำหนดโทษ

9.1
ผู้ใดแจ้งข้อความอันเป็นเท็จ ให้ถ้อยคำเท็จ ตอบคำถามด้วยถ้อยคำอันเป็นเท็จ หรือนำพยานหลักฐาน
เท็จมาแสดงเพื่อหลีกเลี่ยงหรือพยายามหลีกเลี่ยงการเสียภาษีป้าย ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน
1 ปีหรือปรับตั้งแต่ 5,000

บาท ถึง
50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

9.2
ผู้ใดจงใจไม่ยื่นแบบแสดงรายการภาษีป้ายต้องระวางโทษปรับตั้งแต่ 5,000 บาท - 50,000 บาท

9.3
ผู้ใดไม่แจ้งการรับโอนป้ายหรือไม่แสดงรายการเสียภาษีป้ายไว้ ณ ที่เปิดเผยในสถานที่ประกอบกิจการ
ต้องระวางโทษปรับตั้งแต่
1,000 บาท ถึง 10,000 บาท

9.4
ผู้ใดขัดขวางการปฏิบัติงานของพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของพนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งสั่งให้
มาให้ถ้อยคำหรือให้ส่งบัญขีหรือเอกสารเกี่ยวกับป้ายมาตรวจสอบภายในกำหนดเวลาอันสมควร ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน

6
เดือน หรือปรับตั้งแต่ 1,000 บาท ถึง 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

10.
การอุทธรณ์การประเมิน

เมื่อผู้เสียภาษีได้รับแจ้งการประเมิน
(ภป.3) แล้วเห็นว่าการประเมินนั้นไม่ถูกต้อง มีสิทธิอุทธรณ์การประเมิน
ต่อผู้บริหารท้องถิ่น หรือผู้ได้รับมอบหมาย โดยต้องยื่นอุทธรณ์ภายใน
30 วัน นับแต่วันที่ได้รับแจ้งการประเมิน
ผู้อุทธรณ์มีสิทธิอุทธรณ์คำวินิจฉัยของผู้บริหารท้องถิ่นต่อศาลภายใน
30 วัน นับแต่วันรับแจ้งคำวินิจฉัย
อุทธรณ์

11.
การขอคืนเงินภาษีป้าย

ผู้เสียภาษีป้ายโดยไม่มีหน้าที่ต้องเสียหรือเสียเกินกว่าที่ควรจะต้องเสีย ผู้นั้นมีสิทธิขอรับเงินคืนได้โดยยื่นคำร้อง
ขอคืนภายใน
1 ปี นับแต่วันที่เสียภาษีป้าย

------------
คนไร้รัก ได้ออฟไลน์   ตอบพร้อมอ้างข้อความ
เก่า 07-03-2010, 10:24 PM   #92
คนไร้รัก
หัวใจสะออน
 
รูปส่วนตัว คนไร้รัก
 
สมัครเมื่อ: Nov 2009
โพส: 1,055
Talking

ดีเอสไอประกาศฟันผู้บริหาร ร.ร.รับแป๊ะเจี๊ย

ดีเอสไอ เตรียมดำเนินคดีผู้บริหารโรงเรียนที่มีการเรียกเก็บค่าแป๊ะเจี๊ย หรือรับสินบน กรณีการรับนักเรียนเข้าศึกษาต่อในปีการศึกษา ซึ่งนอกจากต้องโทษจำคุกและปรับแล้ว ปปง.จะตามยึดทรัพย์ด้วย

หลังจากที่ประชาชนจำนวนมากได้ร้องเรียนเข้ามายังดีเอสไอ.กรณีการรับสินบนของคณะผู้บริหารครู ทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งพบว่าโรงเรียนใน กทม.ครองแชมป์อันดับ 1 เรียกรับเงินสินบนมากที่สุด และเมื่อตรวจสอบแล้วโรงเรียนที่เข้าข่ายขึ้นบัญชีดำพบว่า มีรายได้เข้าโรงเรียนต่อปี สูงถึง 20 ล้านบาท พันตำรวจโทพงษ์อินทร์ อินขาว ผู้อำนวยการส่วนคดีอาญาพิเศษ 3 ได้ออกมาชี้แจงต่อสื่อมวลชนถึงกรณีเอาผิดและกวาดล้างการรับสินบนดังกล่าวอย่างจริงจัง โดยระบุว่าผู้ปกครองที่ตกเป็นเหยื่อขบวนการดังกล่าวสามารถแจ้งต่อดีเอสไอ.เพื่อเอาผิดกับผู้เกี่ยวข้องกับการรับสินบน ไม่ว่าจะเป็นประชาชนที่เกี่ยวข้องที่เป็นนายหน้า หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ

โดยจะประสานเอาผิดฟ้อง ปปง.สั่งยึดทรัพย์ผู้ที่ร่ำรวยผิดปกตินอกเหนือจากจะลงโทษในมาตรา 143 ที่จะจำคุก 5 ปี และปรับ 1 หมื่นบาท หากสืบทราบว่า ครูผู้บริหารมีการเรียกเก็บเงินต่อรอง และเขียนยอดลงเงินในกระดาษเปล่าและจะลงโทษในมาตรา 149 คือจำคุก 5-20 ปี หรือคุกตลอดชีวิต และปรับในวงเงิน 5 หมื่นบาท หากสืบพบว่ามีการรับเงินใส่กล่องเขียนชื่อเด็ก และจำนวนเงินหน้าซอง โดยไม่มีใบเสร็จ ซึ่งจะดำเนินการอย่างจริงจังในปีการศึกษาใหม่นี้ โดยระบุว่า ดีเอสไอ.มีวิธีพิเศษที่สามารถตรวจสอบกับคณะครู ผู้บริหารได้อย่างจริงจัง แม้จะไม่มีหลักฐานในการรับเงินก็ตาม

ประชาชนหรือผู้ปกครองที่มีปัญหาหรือได้รับผลกระทบและรู้ข้อมูลของโรงเรียนต่างๆ สามารถแจ้งเบาะแสได้ที่ 02-8319888 ต่อ 1119 หรือ 8888 เบอร์โทรศัพท์ของ พันตำรวจโทพงษ์อินทร์ 089-7715304
คนไร้รัก ได้ออฟไลน์   ตอบพร้อมอ้างข้อความ
เก่า 11-03-2010, 05:24 AM   #93
คนไร้รัก
หัวใจสะออน
 
รูปส่วนตัว คนไร้รัก
 
สมัครเมื่อ: Nov 2009
โพส: 1,055
มาตรฐาน นิติเวช หลังความตาย เพื่อความยุติธรรม


__fwdDer.com__-181517306-kop3.jpg

__fwdDer.com__-181517312-kop6.jpg

__fwdDer.com__-181517316-kop7.jpg

__fwdDer.com__-181517318-kop8.jpg

__fwdDer.com__-181517321-kop9.jpg

__fwdDer.com__-181517323-kop10.jpg

__fwdDer.com__-181517326-kop11.jpg

__fwdDer.com__-181517331-kop12.jpg

__fwdDer.com__-181517334-kop13.jpg
คนไร้รัก ได้ออฟไลน์   ตอบพร้อมอ้างข้อความ
เก่า 30-03-2010, 10:20 AM   #94
คนไร้รัก
หัวใจสะออน
 
รูปส่วนตัว คนไร้รัก
 
สมัครเมื่อ: Nov 2009
โพส: 1,055
Post

มองความเหมาะสมของนักการเมืองที่มีความพยายามต้องการจะแก้ไขรัฐธรรมนูญ 2550 ในขณะนี้อย่างไรบ้าง ?
ผมอยู่ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญฉบับนี้ตั้งแต่ต้น ซึ่งที่มาของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่มีความชอบธรรม เพราะจากการรัฐประหาร เป็นการแก้ไขวิกฤตการณ์ทางการเมืองด้วยวิธีการมักง่าย ด้วยการใช้กำลังและล้มล้างประชาธิปไตย อีกทั้งที่มาของผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญก็ไม่ชอบธรรม และโดยเนื้อหาต่างๆ ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เห็นได้ชัดว่ามีเจตนาทำลายความเข้มแข็งของภาคประชาชน ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ไม่เชื่อในความเท่าเทียมกันของมนุษย์ เขาเชื่อว่าประชาธิปไตยของประเทศไทยแบบไทยๆ นี้จะต้องมีผู้นำโดยชนชั้นนำ ชนชั้นมันสมองหรืออะไรก็แล้วแต่ โดยไม่เชื่อในความเท่าเทียมกันของมนุษย์ทุกคนที่มีอะไรที่เหมือนๆ กัน นี่เป็นหลักการในการแสดงความไม่เห็นด้วยตั้งแต่แรก

แต่เมื่อมีการประกาศใช้แล้วนั้น เมื่อถามว่าเห็นด้วยกับการแก้ไขหรือไม่ ก็ขอตอบเลยว่าเห็นด้วยแน่นอน ซึ่งจะต้องมีกระบวนการแก้ไขต่อไป สังคมไทยเป็นสังคมนิติรัฐ เมื่อรัฐธรรมนูญประกาศใช้แล้ว เราก็ต้องใช้รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันแก้ไข ซึ่งเราไม่มักง่ายด้วยการใช้วิธีล้มกระดาน แล้วร่างขึ้นมาใหม่ โดยมีช่องทางตามมาตรา 291 ว่าจะแก้ไขอย่างไร

ประสบการณ์ในอดีตเราก็มีมาแล้วเมื่อรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. 2534 ที่มีการแก้ไขทั้งฉบับจนเกิดเป็นรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 โดยผ่านการประมวลความคิดเห็น ซึ่งได้ชื่อว่าเป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ดีที่สุดของประเทศไทยเท่าที่เคยมีมา เมื่อเทียบกับฉบับอื่นๆ แต่ก็มีข้อเสียบ้าง บางอย่างอาจจะไม่มีการควบคุมตรวจสอบที่รัดกุมเพียงพอซึ่งทำการแก้ไขได้ ควรมีการสอบถามประชาชนว่าต้องการแก้ไขในส่วนไหนบ้าง

ในความคิดเห็นส่วนตัวนั้น เห็นว่าสมควรจะแก้ประเด็นต่างๆ ซึ่งไม่มีข้อยุติได้ง่ายเท่าไหร่ แต่แน่นอนว่าในสังคมประชาธิปไตยก็ต้องฟังเสียงส่วนใหญ่ว่าความต้องการที่แท้จริงของประชาชนทั้งหมด ไม่ว่าในระดับชนชั้นไหน เขามีความต้องการอย่างไร และมีความเหมาะสมกับประเทศอย่างไรบ้าง เปรียบเสมือนการตัดเสื้อผ้าหรือรองเท้า ซึ่งก็ต้องมีการวัดตัววัดร่างกาย ที่ผ่านมาเราไม่ได้กระทำแบบนั้น แต่กลับกลายเป็นการตัดเสื้อผ้าหรือรองเท้าก่อนที่จะให้คนได้สวมใส่

รัฐธรรมนูญ2550 เราสามารถใช้วิธีการเดียวกับที่มาของรัฐธรรมนูญ 2540 โดยอาศัยมาตรา 291 ซึ่งสามารถออกรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนตั้งคณะกรรมการยกร่างฯ ซึ่งไม่ควรมีการเร่งรีบที่จะทำให้รัฐธรรมนูญประกาศใช้อย่างรวดเร็ว อย่างที่ฝ่ายการเมืองที่กระทำอยู่ในปัจจุบันนั้นก็คือ การแก้ประเด็นเรื่องยุบพรรค และประเด็นต่างๆ ซึ่งผมมองว่าเป็นการแก้ไขเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าส่วนรวม

ผมเห็นด้วยที่มีการริเริ่มที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ประเด็นที่นักการเมืองยกขึ้นมาเป็นข้ออ้างในการแก้ไขรัฐธรรมนูญก็ไม่ได้เป็นไปเพื่อส่วนรวมเลย

อย่างมาตรา 309 นั้น ถือว่าเป็นมาตราที่อัปลักษณ์ที่สุด ในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ที่รองรับการกระทำของคณะรัฐประหารทั้งหมดตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว ฉบับ พ.ศ.2549 ทั้งหมดโดยมีรายละเอียด คือ บัญญัติว่า บรรดาการใดๆ ที่ได้รับรองไว้ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พุทธศักราช 2549 ว่าเป็นการชอบด้วยกฎหมายและรัฐธรรมนูญ รวมทั้งการกระทำที่เกี่ยวเนื่องกับกรณีดังกล่าวไม่ว่าก่อนหรือหลังวันประกาศใช้รัฐธรรมนูญนี้ ให้ถือว่าการนั้นและการกระทำนั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้

รัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ.2550 ก็ไปรับรองฉบับชั่วคราวปี พ.ศ.2549 อีก ซึ่งหมายความว่า ฉบับ ปี 2550 ทั้งฉบับเป็นการรองรับการกระทำที่ผิดกฎหมายให้ถูกกฎหมาย ซึ่งไม่ถูกต้องด้วยหลักนิติรัฐใดๆ ทั้งปวง

ล่าสุดเมื่อวันที่ 3 เมษายนที่ผ่านมา มีการแถลงข่าวว่า ม.309 จะไม่มีการแตะต้องแล้ว แต่จะไปเพิ่มข้อความว่าจะต้องเป็นไปตามหลักนิติรัฐ นิติธรรม ซึ่งผมคิดว่ามันไม่มีประโยชน์อะไรเลย เพราะถึงอย่างไรก็ชอบด้วยหลักนิติรัฐ นิติธรรมอยู่แล้ว แล้วใครจะเป็นคนตีความว่าชอบธรรมหรือไม่ชอบ หลักที่ว่านี้มันไม่มีประโยชน์

แต่บางคนก็มีความกังวลว่า ถ้าเลิกมาตรานี้ไปแล้วจะทำให้ คตส. (คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายต่อรัฐ) หรือองค์กรอื่นๆ หายไป ซึ่งอันนี้ไม่จริงหรอกครับ ก็ว่ากันไป เพราะสมัยเกิดองค์กรเหล่านี้นั้นเกิดเมื่อ พ.ศ. 2549 ซึ่งรัฐธรรมนูญชั่วคราว ปี 2549 ก็รับรองอยู่ รวมถึงรัฐธรรมนูญปี 2550 ด้วย เพียงแต่ว่าถ้ายังมีมาตรา309 อยู่นั้น เมื่อคดีไปถึงศาลแล้ว เมื่อเห็นว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญก็จะไปตัดสินอะไรอีก แต่ถ้าไม่มีตัวนี้แล้ว ประชาชนที่ถูกลิดลอนสิทธิหรืออะไรก็ตามแต่ที่ไม่ชอบด้วยกฎหมายก็สามารถยกเป็นคดีชั้นต่อสู้ในศาลได้ ซึ่งจะแพ้หรือชนะก็อีกเรื่องหนึ่ง

มองในแง่สังคมนิติรัฐ ถ้ายังมีมาตรา 309 อยู่ สังคมจะเป็นอย่างไร ?
คือสังคมนิติรัฐ เป็นสังคมที่ปกครองด้วยกฎหมาย หลักนิติรัฐ คือ การกระทำของฝ่ายบริหารต้องชอบด้วยกฎหมาย และกฎหมายที่ออกมาต้องชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และการวินิจฉัยว่าการกระทำใดชอบหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นของฝ่ายบริหาร หรือนิติบัญญัติจะชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่ก็ต้องเป็นอำนาจหน้าที่ของฝ่ายตุลาการ

อย่างมาตรา 28 นี้ที่บอกไว้ว่า บุคคลย่อมใช้สิทธิของศาลเพื่อบังคับให้รัฐต้องปฏิบัติตามบทบัญญัติโดยตรง สามารถใช้สิทธิของศาลได้ คือพูดง่ายๆ ว่า ถ้าเราถูกลิดลอนสิทธิ หรือถูกละเมิดสิทธิ เราสามารถใช้สิทธิของศาลได้ แต่อันนี้(ม.309)มันปิดทางไปหมด ในเมื่อชอบด้วยกฎหมายรัฐธรรมนูญก็จะไม่ใช้สิทธิของศาลอะไรได้อีก

ยกตัวอย่างง่ายๆ ก็คือว่า อย่างกรณีคาร์บ๊องค์ ว่านี้เป็นการกระทำที่เกี่ยวข้องต่อเนื่องจากการทำรัฐประหาร ถ้าอ้างแบบนี้กฎหมายก็ไม่สามารถเอาผิดผู้ที่ก่อการได้เลย เพราะมีมาตรา 309 รองรับไว้อยู่ เพื่ออ้างที่จะเป็นส่วนหนึ่งของการก่อรัฐประหาร ซึ่งนี้เป็นเพียงตัวอย่างที่ทำให้เห็นชัดเจนขึ้นเท่านั้น

ในแง่ของกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ในส่วนของนักวิชาการตามมหาวิทยาลัยต่างๆ จะทำอย่างไรกันต่อไป
ในส่วนของนักวิชาการนั้น ผมไม่สามารถพูดแทนได้ทั้งหมด เพราะนักวิชาการก็มีหลายแนวความคิด ทั้งรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ เพราะว่ารัฐธรรมนูญก็เป็นกฎหมายมหาชน ซึ่งอยู่กึ่งๆ ระหว่างนิติศาสตร์กับรัฐศาสตร์ คือเป็นทั้ง 2 อย่าง เพราะเกี่ยวกับการจัดระเบียบโครงสร้างของรัฐในเรื่องการเมืองการปกครอง แนวความคิดก็หลากหลาย นักวิชาการก็เช่นเดียวกันกับประชาชนทั่วไปที่มีแนวความคิดที่แตกต่างกันไป แล้วแต่ละพื้นฐานที่มา บางคนก็มีความเลื่อมใสในลัทธิคอมมิวนิสต์ หรือทุนนิยม ซึ่งก็แล้วแต่ความคิดเห็นของแต่ละบุคคล

เมื่อวันที่ 3 เม.ย.ที่ผ่านมา ก็มีการออกมาแถลงของอาจารย์คณะนิติศาสตร์จากหลายสถาบัน ซึ่งผมเองก็เห็นด้วยบ้างในบางประเด็น และเห็นต่างบ้างในบางประเด็นก็เป็นอิสระของแต่ละบุคคล อย่างประเด็นที่ไม่เห็นด้วยนั้นคือ ส่วนใหญ่ของนักวิชาการที่แถลงนั้นก็ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขมาตรา 237 ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องยุบพรรค แต่ว่าเขาเห็นด้วยกับมาตรา 309 แต่นักการเมืองเขาเห็นด้วยกับการแก้ไขทั้ง 2 มาตรา ทั้ง 309 และ 237

ในความคิดเห็นส่วนตัวเรื่องการแก้ไข ม.237กรณียุบพรรคในฐานะที่สอนทั้งนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์นั้น ผมคิดว่า พรรคการเมืองนั้นเป็นตัวแทนของแนวคิดของประชาชนเป็นสถาบันของการเมืองที่ต้องการพัฒนาการ เราต้องแยกให้เห็นชัดว่าความคิดที่ตัวบุคคลกระทำหรือพรรคกระทำนั้น ต้องแยกออกจากกันไม่ใช่ว่าเมื่อคนหนึ่งทำผิดแล้ว อีกหลายๆ คนไม่รู้เรื่องด้วยก็ต้องรับผิดชอบร่วมด้วยนั้น มันไม่ใช่เป็นลักษณะตัวตายตัวแทนที่ต้องล้มไปทั้งพรรค เพราะพรรคการเมืองจะต้องเป็นวิวัฒนาการที่ต้องแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งของประชาธิปไตย

ยกตัวอย่าง คดีวอเตอร์เกต คดีวอเตอร์เกตเริ่มต้นขึ้น เมื่อตำรวจจับคนร้ายจำนวนหนึ่งที่พยายามบุกเข้าไปในโรงแรมวอเตอร์เกต ในกรุงวอชิงตัน อันเป็นที่ตั้งสำนักงานใหญ่ระดับชาติของพรรคเดโมแครต ซึ่งต่อมาพวกเขาพบว่า บรรดาคนที่ถูกจับเหล่านี้ต่างทำงานให้แก่สำนักงานข่าวกรองกลางสหรัฐฯ จากการสอบสวนพบว่า ในสมุดโน้ตของแม็คคอร์ด หนึ่งในคนร้าย มีหมายเลขโทรศัพท์ของโฮเวิร์ด ฮันต์ อดีตเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวคนหนึ่ง ซึ่งทำให้สันนิษฐานได้ว่า คดีนี้น่าจะมีเงื่อนงำทางการเมือง นอกจากนี้แม็ค คอร์ดยังสารภาพกับศาลด้วยว่า เขาเป็นอดีตเจ้าหน้าที่ซีไอเอปลดเกษียณ ด้วยการขุดคุ้ยเจาะข่าวของสื่อมวลชน ทำให้มีการเปิดโปงสาวลึกเข้าไปเรื่อยๆ จนมีการระบุว่า ทำเนียบขาวของประธานาธิบดีริชาร์ด นิกสัน ผู้นำสหรัฐฯ และหัวหน้าพรรครีพับลิกันในขณะนั้น เป็นผู้สั่งการให้บุคคลเหล่านี้แอบเข้าไปติดตั้งอุปกรณ์ดักฟังในสำนักงานพรรคฝ่ายตรงข้าม เมื่อเรื่องราวฉาวๆ แดงขึ้นมาจนรู้ตัวผู้บงการ ประธานาธิบดีนิกสันจึงยอมประกาศลาออกถ่ายทอดสดทางโทรทัศน์ในช่วงค่ำของวันที่ 8 สิงหาคม 1974 ก่อนที่รัฐสภาอเมริกันจะถอดถอนเขาออกจากตำแหน่งประธานาธิบดี ซึ่งนี้ถือว่าเป็นความผิดที่ร้ายแรง แต่ก็ไม่มีการยุบพรรค ซึ่งเราก็เช่นเดียวกันซึ่งจะหาความต่อเนื่องไม่ได้

จริงอยู่ อาจมีคนบอกว่า ‘ใช่สิ เพราะประเทศเขาเจริญแล้ว แต่บ้านเราคนโกงมีเยอะ ผมเห็นว่ามันเป็นคนละเรื่องกัน เราพูดกันตรงๆ ว่าไม่มีวงการไหนที่มีคนดี 100% ผมก็ไม่เชื่อ ซึ่งเรื่องของระบบก็เป็นเรื่องของระบบ จะไปเหมารวมกันนั้นไม่ได้

การจะลงโทษคนผิด จะลงโทษรุนแรงขนาดไหนก็ว่ากันไป ขอให้สภาพบังคับใช้กฎหมายให้มันได้ผลจะดีกว่าการโละกระดานใหม่ ต้องแยกระหว่างเรื่องของบุคคลกับพรรค นักการเมืองเป็นนิติบุคคลตามกฎหมายมหาชน ไม่ใช่นิติบุคคลตามกฎหมายแพ่งหรือกฎหมายอื่นๆ ทั่วไป ซึ่งจะต้องพิจารณากันให้ดี การยุบพรรคจะทำให้วิวัฒนาการทางการเมืองล้าหลัง

ผมมองว่าทุกพรรคก็มีคนไม่ดีไปอยู่ ไม่มีพรรคไหนดีไปทั้งหมด ผมใช้คำว่ามีความพยายามจัดคู่แข่งทางการเมือง กำจัดคู่แข่งที่มีแนวความคิดไม่ตรงกับตนเอง กำจัดคู่อำนาจฝ่ายตรงข้าม ระหว่างผู้ที่ศรัทธาเลื่อมใสในศาสนาทุนนิยมกับศรัทธาเลื่อมใสในระบบอำมาตยาธิปไตย ที่จะต้องมีผู้นำจากชนชั้นนำ ซึ่งมีการแย่งชิงอำนาจกันอยู่ตลอด

ผลของการปฏิวัติ ตลอดเวลา 1 ปี กับ 6 เดือน ที่ผ่านมา ผลที่ได้ก็อย่างที่เราเห็น มันเป็นเรื่องของการแย้งชิงอำนาจกัน และกำจัดฝ่ายที่มีความคิดเห็นกันคนละข้าง ซึ่งผมก็ไม่ได้ยอมรับว่าฝ่ายที่ถูกกำจัดออกไปนั้นเป็นฝ่ายที่ดี ผมก็ไม่เห็นด้วยกับการที่เขาอาศัยช่องทางในการเอาเปรียบฉ้อฉลทางนโยบาย อีกฝ่ายก็เช่นเดียวกันที่ใช้วิธีการมักง่าย ใช้เครื่องไม้เครื่องมือที่มาจากภาษีอากรมาล้มกระดาน

การที่จะเป็นคนดีหรือไม่ดีนั้น ถ้าเราดูแบบผ่านๆ อาจจะเป็นคนดี แต่ถ้าเขามีโอกาสอยู่ในสภาวะหรือตำแหน่งที่เสี่ยงต่อการอ่อนไหวในการที่จะทุจริต ถ้าเขายังเป็นคนดีได้ เขาถึงจะเรียกว่าดีจริง แต่คนที่ด่าเขาอยู่ปาวๆ ว่าทุจริตนั้น ถ้าตัวเองเข้ามามีโอกาส ตัวเองจะทำหรือไม่ อันนี้ก็ต้องดูอีกที

กระแสการแก้รัฐธรรมนูญของฝ่ายการเมืองทุกวันนี้ ยังเป็นการแย่งชิงอำนาจของทั้ง 2 ฝ่ายอยู่หรือไม่
ถูกต้องครับ ตอนนี้เขาพยายามจะออกมาแก้ไข พูดง่ายๆว่า ‘วัวสันหลังหวะ’ ก็แล้วกัน กลัวกลไกตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ หรือ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญจะทำร้ายเขา เช่น กรณียุบพรรค การเซ็นสัญญากับต่างประเทศ ซึ่งทุกที่ในโลกเขาก็ต้องมีการแถลงต่อรัฐสภาถึงรายละเอียดที่จะเซ็นสัญญาต่างๆ เป็นต้น เหล่านี้เป็นการแก้ไขเพื่อตนเองอย่างชัดเจน ไม่ได้กระทำเพื่อส่วนรวมเลย

แล้วประชาชนควรจะกระทำอย่างไรท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้ ?
ประชาชนต้องช่วยกันแสดงความคิดเห็นของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดก็ตาม ไม่ควรนิ่งเฉยเพราะว่าสิทธิของประชาชนหรือสิทธิตามรัฐธรรมนูญเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานมาตั้งแต่กำเนิด อย่าให้ใครมากล่าวอ้างว่าทำสิ่งนี้เพื่อประชาชน แล้วไปอ้างเหตุผลให้เข้ากับฝ่ายตัวเอง อย่างเช่น มีการถามว่าต้องมีการทำประชาพิจารณ์หรือไม่ เขาบอกว่า “ไม่ต้องแล้ว พวกผมมาจากการเลือกตั้ง ประชาชนเลือกผมมาแล้วไม่ต้องถามแล้ว” ซึ่งไม่ไม่ถูกต้อง มันคนละเรื่องกัน

การออกประชามติรับรองรัฐธรรมนูญก็เช่นเดียวกัน ที่อ้างว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ผ่านประชามติมาแล้วห้ามแก้ไข เราก็รู้ๆ กันว่าบางคนอาจจะไม่ได้อ่านรายละเอียดในรัฐธรรมนูญ เล่มสีเหลืองด้วยซ้ำ โดยเขาอยากเพียงแค่ให้เกิดการเลือกตั้งขึ้นโดยเร็วเท่านั้น เพราะหากรัฐธรรมนูญไม่ผ่านประชามติก็จะนำรัฐธรรมนูญฉบับใดก็ไม่ทราบมาประกาศใช้เพื่อให้เกิดการเลือกตั้ง ทีนี้ฝ่ายออกเสียงรับร่างฯ เขากลัวในจุดนั้น ซึ่งการมีส่วนร่วมของประชาธิปไตยบางคนก็ไม่สนใจ

ในส่วนของมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน มองการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ควรจะเป็นไปทิศทางไหน ?
ควรจะมีการแก้ไขทั้งฉบับ แต่จะนำรัฐธรรมนูญปี 2540 มาเป็นฐาน หรือนำมาเป็นแนวที่เริ่มวิธีการที่มาที่ไปเท่านั้นเอง ซึ่งรัฐธรรมนูญ ปี 2540 ก็มีจุดอ่อนอยู่เยอะ แต่ถ้าเทียบกับฉบับปี 2550 แล้ว ฉบับปี 2540 นั้นดีกว่าเยอะ แต่จะให้กลับไปใช้ฉบับปี 2540 ทั้งหมดผมก็ไม่เห็นด้วย เอาเฉพาะแนวทางซึ่งถ้าไหนๆ ก็จะแก้ไขแล้วก็ควรแก้ไขทั้งฉบับไปเลย ให้สอดคล้องกัน เพราะบางมาตราก็มีการขัดแย้งกันเอง อย่างเช่น มาตรา 82และ 83 ที่อีกมาตราหนึ่งบอกว่าใช้เศรษฐกิจพอเพียง อีกมาตราหนึ่งบอกว่าใช้เศรษฐกิจแบบเสรีนิยม ซึ่งผมก็ไม่รู้เจตนาว่าเขียนเพื่ออะไร เพราะเขียนติดกันทั้ง 2 มาตรา ก็ยังขัดแย้งกันเอง

กฎหมายมี 2 อย่าง คือ กฎหมายที่เป็นไปตามธรรมชาติและกฎหมายที่มนุษย์เป็นคนกำหนดขึ้น เช่น เรื่องการพนันหรืออะไรก็แล้วแต่นั้น บางที่ก็บอกว่าเป็นความผิด บางที่ก็บอกว่าไม่ผิด แต่การฆ่าคนตายก็ถือว่ายังไงก็ต้องผิด รัฐธรรมนูญก็เช่นกัน ในส่วนที่เราจะบัญญัติขึ้นว่าสิ่งไหนจะถูกหรือไม่ถูก ก็อยู่ที่ความต้องการหรือพื้นฐานของสังคมว่าต้องการอะไร

โดย : ประชาไท
คนไร้รัก ได้ออฟไลน์   ตอบพร้อมอ้างข้อความ
เก่า 14-04-2010, 03:22 PM   #95
คนไร้รัก
หัวใจสะออน
 
รูปส่วนตัว คนไร้รัก
 
สมัครเมื่อ: Nov 2009
โพส: 1,055
Thumbs up คำพิพากษาคดียึดทรัพย์จำนวน 76,621,603,061.05 บาท

ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองอ่านคำพิพากษาคดียึดทรัพย์จำนวน 76,621,603,061.05 บาท ของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และครอบครัว ท่ามกลางความสนใจและจับจ้องของประชาชนทั่วประเทศ ทักษิณจ้อหลังถูกยึดทรัพย์ขอเป็นเหยื่อคนสุดท้าย


เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 26 กุมภาพันธ์ องค์คณะผู้พิพากษาศาลฎีกาทั้ง 9 คน ขึ้นนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษา ภายหลังจากมีการประชุมช่วงเช้า เพื่อเขียนคำวินิจฉัยกลางร่วมกัน
การอ่านคำพิพากษาครั้งนี้ คุณหญิงพจมาน ดามาพงศ์ นายพานทองแท้ ชินวัตร และ น.ส.พินทองทา ชินวัตร ไม่ได้เดินทางมาฟังคำพิพากษาด้วยตัวเอง โดยก่อนหน้านี้มีรายงานว่าทั้งสามคนเก็บตัวและรอฟังผลที่เซฟเฮ้าส์แห่งหนึ่งใน กทม. มีเพียงทีมทนายความของบุคคลทั้งสามเดินทางมาฟังคำพิพากษา ขณะที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี รอลุ้นผลพิพากษาที่ประเทศสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (ยูเออี) อย่างใจจดใจจ่อ พร้อมทั้งวิดีโอลิงก์เข้ามาสื่อสารกับแกนนำพรรคเพื่อไทยและกลุ่มเสื้อแดงเป็นระยะ
บรรยากาศรักษาความปลอดภัยที่ศาลฎีกานั้น มีกำลังเจ้าหน้าที่ รปภ.รวมทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทั้งในและนอกเครื่องแบบ และตำรวจปราบจลาจล ซึ่งมีอาวุธโล่ กระบอง กว่า 150 นาย เตรียมพร้อมภายในพื้นที่ศาล โดยมีรถวิทยุ 191 และ บก.น.1 บก.น.6 และหน่วยอื่นๆ อีกประมาณ 300 นาย ประจำการตรวจตราโดยรอบศาลฎีกา ขณะเดียวกันมีการวางกำลังพลแม่นปืนตามจุดสูงข่มบนอาคารสูง เพื่อป้องกันเหตุร้าย นอกจากนี้ระหว่างการอ่านคำพิพากษามีการตัดสัญญาณโทรศัพท์ทุกระบบ เพื่อป้องกันการจุดระเบิดด้วย โดยก่อนหน้านี้เวลา 06.50 น. พล.ต.ท.สัณฐาน ชยนนท์ ผบช.น. พร้อมด้วย พล.ต.ต.อำนวย นิ่มมะโน รอง ผบช.น. และ พล.ต.ต.วิมล เปาอินทร์ รอง ผบช.น. เดินทางมาตรวจสถานที่ภายในศาลฎีกาด้วยตัวเอง
ผู้สื่อข่าวรายงานจากบริเวณหน้าศาลฎีกา บริเวณถนนราชดำเนิน มีกลุ่มคนเสื้อแดงปักหลักชุมนุมหน้าศาลตั้งแต่ก่อนอ่านคำพิพากษาประมาณ 200 กว่าคน มีบางส่วนสังเกตการณ์อยู่ฝั่งตรงกันข้าม โดยกลุ่มผู้ชุมนุมนำโปสเตอร์และป้ายให้กำลังใจ พ.ต.ท.ทักษิณ มาด้วย
กระทั่งเวลา 13.30 น. องค์คณะผู้พิพากษาอ่านผลการวินิจฉัยทางข้อกฎหมายประเด็นที่ว่า ศาลมีอำนาจในการพิจารณาคดีนี้ ตามที่ผู้คัดค้านคัดค้านหรือไม่ วินิจฉัยว่า การตรวจสอบของคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) เป็นไปตามกฎหมาย และเป็นไปตามอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตามมาตรา 9 (1) และ (4) แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จึงมีมติเป็นมติเอกฉันท์ว่าศาลมีอำนาจสามารถพิจารณาคดีนี้ได้
ประเด็น คตส.มีอำนาจถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ ศาลวินิจฉัยว่า เป็นการดำเนินการภายใต้ขอบอำนาจตามประกาศ คปค.ฉบับที่ 30 ส่วนที่ คตส.แต่งตั้งอนุ คตส.นั้น เห็นว่า คตส.ใช้อำนาจตามประกาศ คปค. สามารถแต่งตั้งได้ และไม่ล่วงเลยระยะเวลาตามที่ผู้คัดค้านทำการคัดค้าน เพราะมีกรอบเวลาชัดเจน หากไม่เสร็จสิ้นต้องให้ ป.ป.ช.ดำเนินการต่อ ทั้งหมดเป็นการดำเนินการโดยชอบด้วยกฎหมาย รวมทั้งประเด็นที่ คตส.บางคน ที่อ้างว่าเป็นปฏิปักษ์ของผู้ถูกร้อง แต่งตั้งเป็นประธานอนุ คตส.นั้น ชอบแล้วด้วยกฎหมาย นอกจากนี้ประเด็นวินิจฉัยว่าผู้ร้อง (อัยการ) มีอำนาจยื่นคำร้องหรือไม่ องค์คณะมีมติด้วยคะแนนเสียงเอกฉันท์ว่า ผู้ร้อง (อัยการ) มีอำนาจยื่นคำร้องคดีนี้ ขณะที่ประเด็นวินิจฉัยว่าคำร้องเคลือบคลุมหรือไม่นั้น ศาลพิจารณาแล้วมีมติเอกฉันท์ว่า คำร้องไม่เคลือบคลุม
ในส่วนประเด็นข้อกล่าวหาที่ 1.กรณีผู้ถูกกล่าวหาปกปิดอำพรางหุ้น (ซุกหุ้น) หรือไม่นั้น ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ถูกกล่าวหามีการอำพรางหุ้นในชื่อบุคคลอื่นในระหว่างที่ดำรงตำแหน่งนายกฯ ศาลจึงมีมติเป็นเอกฉันท์ว่า ผู้ถูกกล่าวหา (พ.ต.ท.ทักษิณ) ยังคงถือไว้ซึ่งหุ้นชินคอร์ป จำนวน 1,419,490,150 หุ้น ในระหว่างดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีทั้งสองวาระ
2.ประเด็นการแปลงสัมปทานฯ เอื้อประโยชน์แก่บริษัทชินคอร์ปหรือไม่ ศาลมีมติด้วยเสียงข้างมากว่า ผู้ถูกกล่าวหาใช้อำนาจหน้าที่ออก พ.ร.ก.แปลงค่าสัมปทานโทรศัพท์เคลื่อนที่เป็นค่าภาษีสรรพสามิต ที่เอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทชินคอร์ป จนทำให้รัฐเกิดความเสียหายกว่า 6 หมื่นล้านบาท
3.ประเด็นการแก้สัญญาโทรศัพท์มือถือแบบเติมเงิน เอื้อประโยชน์แก่บริษัทเอไอเอสในเครือชินคอร์ปหรือไม่ ศาลมีมติด้วยเสียงข้างมากว่า การแก้ไขสัญญาโทรศัพท์มือถือแบบเติมเงินเป็นการเอื้อประโยชน์แก่บริษัทเอไอเอส ในขณะที่ประเด็นการแก้สัญญาโทรศัพท์มือถือแบบโรมมิ่ง เอื้อประโยชน์แก่บริษัทชินคอร์ปหรือไม่ ศาลมีมติด้วยเสียงข้างมากว่า ผู้ถูกกล่าวหา (พ.ต.ท.ทักษิณ) มีส่วนเกี่ยวข้อง แต่ผลประโยชน์ในการลดอัตราค่าใช้เครือข่ายร่วมตกอยู่กับเทมาเส็ก เนื่องจากมีการขายหุ้นชินคอร์ปให้แก่เทมาเส็กเมื่อวันที่ 23 มกราคม 2549 อย่างไรก็ตาม การดำเนินการเอื้อประโยชน์แก่บริษัทชินคอร์ป เป็นเหตุให้หุ้นมีมูลค่าสูงขึ้น เงินที่ได้จากการขายหุ้นจึงเป็นเงินที่ได้มาโดยไม่สมควร สืบเนื่องจากการใช้อำนาจหน้าที่โดยไม่ถูกต้อง
4.ประเด็นการอนุมัติกิจการดาวเทียมไอพีสตาร์ เอื้อประโยชน์แก่บริษัทชินคอร์ปหรือไม่ ศาลเห็นว่าเป็นการกระทำที่ลัดขั้นตอน รีบเร่ง ผิดปกติวิสัย ทั้งนี้ ดาวเทียมไอพีสตาร์ไม่ได้เป็นดาวเทียมหลัก แทนไทยคม 3 เป็นดาวเทียมใช้สื่อสารต่างประเทศ ผิดสัญญาตามที่ระบุว่า ใช้สื่อสารในประเทศ จึงอยู่นอกกรอบสัญญา เป็นการอนุมัติให้บริษัทผู้ถูกกล่าวหาได้รับสัมปทานไปโดยไม่มีคู่แข่ง ทำให้รัฐเสียหายกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท ศาลจึงมีมติด้วยเสียงข้างมากว่า การอนุมัติส่งเสริมกิจการดาวเทียมเป็นการเอื้อประโยชน์แก่บริษัทชินคอร์ปและบริษัทไทยคม
5.ประเด็นการอนุมัติปล่อยกู้พม่า 4,000 ล้านบาท เอื้อประโยชน์แก่บริษัทชินคอร์ปหรือไม่ ศาลมีมติด้วยเสียงข้างมากว่า การดำเนินการในกรณีนี้เป็นการเอื้อประโยชน์แก่บริษัทไทยคมและบริษัทชินคอร์ป
จากนั้นศาลได้อ่านคำวินิจฉัยในประเด็นที่ว่า การดำเนินการทั้งหมดเป็นการใช้อำนาจหน้าที่ของผู้ถูกกล่าวหา (พ.ต.ท.ทักษิณ) หรือไม่ ศาลเห็นว่า การดำนินการตามทั้ง 5 ข้อเป็นผลจากการใช้อำนาจหน้าที่ องค์คณะมีมติเสียงข้างมากว่าผู้ถูกกล่าวหาใช้อำนาจรัฐเอื้อประโยชน์ธุรกิจชินคอร์ปตามคำร้อง
ศาลยังพิจารณาด้วยว่าการพิจารณาให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินนั้น เป็นผลมาจากการเอื้อประโยชน์ให้แก่บริษัทชินคอร์ป บริษัทไทยคมและบริษัทในเครือ ดังนั้นเงินปันผลค่าหุ้นและเงินค่าขายหุ้นชินคอร์ปให้กลุ่มเทมาเส็กจึงเป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยไม่สมควร สืบเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่และการใช้อำนาจหน้าที่ในฐานะนายกฯ ซึ่งผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้านย่อมไม่อาจอ้างว่าเงินดังกล่าวเป็นสินสมรส หรือเป็นกรรมสิทธิ์ร่วมกันได้ ศาลจึงมีอำนาจสั่งให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินได้ตามประกาศ คปค.ฉบับที่ 30 ประกอบพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย ป.ป.ช. พ.ศ.2542
ส่วนจะตกเป็นของแผ่นดินเพียงใดนั้น เห็นว่า พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยป.ป.ช มาตรา 4 ให้ความหมายคำที่เกี่ยวข้องกับคำร้องให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินใน 2 กรณี คือ ทรัพย์สินที่เพิ่มขึ้นผิดปกติ ซึ่งหมายความว่าการที่ทรัพย์สินและหนี้สินที่ผู้ดำรงตำแหน้งทางการเมืองยื่นเมื่อพ้นตำแหน่ง เปลี่ยนแปลงไปจากบัญชึที่ยื่นไว้ในลักษณะที่เพิ่มขึ้นผิดปกติ หรือหนี้สินลดลงผิดปกติ และคำว่าร่ำรวยผิดปกติ ซึ่งหมายความว่ามีทรัพย์เพิ่มมากผิดปกติ หรือมีหนี้สินลดลงมากผิดปกติ หรือได้ทรัพย์สินมาโดยไม่สมควร
เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นได้ว่า มูลคดีการร้องขอให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน แยกเป็น 2 กรณี คือ เมื่อเปรียบเทียบบัญชีทรัพย์สินเมื่อยื่นก่อนและพ้นตำแหน่งแล้ว พบว่าผู้ถูกล่าวหา (พ.ต.ท.ทักษิณ) มีทรัพย์สินเพิ่มมากผิดปกติและหนี้ลดผิดปกติกรณีหนึ่ง และกรณีได้ทรัพย์สินเพิ่มมาจากการเอื้อประโยชน์บริษัทชินคอร์ป
การที่ผู้ถูกกล่าวหาและผู้คัดค้าน ร้องค้านว่า ก่อนจะมาดำรงตำแหน่งนายกฯ วาระแรก ผู้ถูกกล่าวหามีทรัพย์สินตามรายการที่ยื่นต่อป.ป.ช มีมูลค่ารวม 15,124 ล้านบาท จึงไม่อาจให้ทรัพย์ในส่วนนี้ตกเป็นของแผ่นดินได้นั้น คำไต่สวนไม่ได้ขอบังคับไปถึงทรัพย์สินอื่น จึงไม่มีข้อต้องพิจารณาตามคำร้องผู้คัดค้านที่ 1 อย่างไรก็ดี ยังมีข้อต้องพิจารณาว่าเงินปันผลและเงินที่ได้จากการขายหุ้นเป็นทรัพย์ที่ได้มาโดยไม่สมควรทั้งจำนวนหรือไม่
เมื่อพิจารณาจากเอกสารแล้วปรากฏว่า การซื้อขายหลักทรัพย์เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ 2544 อันเป็นวันที่หุ้นชินคอร์ปมีราคาเฉลี่ย 213.9 บาท เมื่อคำนวณมูลค่าหุ้นหลังเปลี่ยนทุน เป็นหุ้นละ 1 บาท เท่ากับราคาซื้อขายวันดังกล่าวมีราคา 21.309 บาท ครั้นคำนวณจากหุ้นจำนวน 1,419 ล้านหุ้น คิดเป็นเงินทั้งสิ้น 30,247,915,606.35 บาท อันถือเป็นทรัพย์ที่ผู้ถูกกล่าวหามีแต่เดิมและไม่อาจให้ตกเป็นของแผ่นดินได้
องค์คณะมีมติเสียงข้างมากว่า ทรัพย์สินที่ตกเป็นของแผ่นดินมีเฉพาะเงินปันผลค่าหุ้น และเงินที่ได้จากการขายหุ้น รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 46,373,687,454.70 บาท พร้อมดอกผลของเงินจำนวนดังกล่าวให้ตกเป็นของแผ่นดิน โดยบังคับจากทรัพย์สินที่อายัดไว้ก่อนหน้านี้

แก้ไขครั้งล่าสุดโดย คนไร้รัก : 16-04-2010 เมื่อ 05:40 PM
คนไร้รัก ได้ออฟไลน์   ตอบพร้อมอ้างข้อความ
เก่า 16-04-2010, 05:45 PM   #96
คนไร้รัก
หัวใจสะออน
 
รูปส่วนตัว คนไร้รัก
 
สมัครเมื่อ: Nov 2009
โพส: 1,055
Thumbs up รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 กับ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศัก

เปรียบเทียบ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 กับ ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 ด้านการศึกษา
พรชัย อินทร์ฉาย สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) (34,415 views) first post: Thu 16 August 2007 last update: Mon 20 August 2007
ก่อนที่จะมีการออกเสียงประชามติในวันที่ 19 สิงหาคม 2550 นี้ ผมขอวิเคราะห์ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยพุทธศักราช 2540 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่เป็นประชาธิปไตยมากที่สุดของไทยฉบับหนึ่งเพื่อเป็นฐานเปรียบเทียบกับร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550


หน้าที่ 1 - ความสำคัญกับการศึกษามากน้อย

ในส่วนที่เกี่ยวกับการศึกษา ว่าร่างฉบับนี้ให้ความสำคัญกับการศึกษามากน้อยเพียงใด เพราะความยั่งยืนของการพัฒนาประเทศคือการศึกษา



ที่มา www.lib.ru.ac.th

ดังนั้นผู้ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา อาทิเช่นผู้บริหารการศึกษา ครู อาจารย์ นักวิชาการ ผู้ปกครองและประชาชนที่สนใจในงานการศึกษา ควรได้เห็นภาพในความเหมือนและความแตกต่างของรัฐธรรมนูญทั้ง 2 ฉบับ เพื่อเป็นข้อมูลส่วนหนึ่งสำหรับประกอบการวิเคราะห์ตัดสินใจในการออกเสียงลงประชามติต่อไป

พุทธศักราช 2540
พุทธศักราช 2550
การส่งเสริมใช้ทรัพยากรของชาติ
มาตรา 40

คลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุ โทรทัศน์ และวิทยุโทรคมนาคม เป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ

ให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ ตามวรรคหนึ่งและกำกับดูแลการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ

การดำเนินการตามวรรคสองต้องคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนในระดับชาติและระดับท้องถิ่นทั้งในด้านการศึกษา วัฒนธรรม ความมั่นคงของรัฐและประโยชน์สาธารณะอื่น รวมทั้งการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรม


มาตรา 47

คลื่นความถี่ที่ใช้ในการส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุ โทรทัศน์ และวิทยุโทรคมนาคม เป็นทรัพยากรสื่อสารของชาติเพื่อประโยชน์สาธารณะ

ให้มีองค์กรของรัฐที่เป็นอิสระทำหน้าที่จัดสรรคลื่นความถี่ ตามวรรคหนึ่งและกำกับดูแลการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคม ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ

การดำเนินการตามวรรคสองต้อองคำนึงถึงประโยชน์สูงสุดของประชาชนในระดับชาติและระดับท้องถิ่นทั้งในด้านการศึกษา วัฒนธรรม ความมั่นคงของรัฐและประโยชน์สาธารณะอื่น และการแข่งขันโดยเสรีอย่างเป็นธรรมรวมทั้งต้องจัดให้ภาคประชาชนมีส่วนร่วมในการดำเนินการสื่อมวลชนสาธารณะ




พุทธศักราช 2540
พุทธศักราช 2550
สิทธิและเสรีภาพในการศึกษา
มาตรา 42

บุคคลย่อมมีเสรีภาพในทางวิชาการ

การศึกษาอบรม การเรียนการสอน การวิจัย และการเผยแพร่งานวิจัยตามหลักวิชาการย่อมได้รับความคุ้มครอง ทั้งนี้เท่าที่ไม่ขัดต่อหน้าที่ของพลเมืองหรือศิลธรรมอันดีของประชาชน
มาตรา 50

บุคคลย่อมมีเสรีภาพในทางวิชาการ

การศึกษาอบรม การเรียนการสอน การวิจัย และการเผยแพร่งานวิจัยตามหลักวิชาการย่อมได้รับความคุ้มครอง ทั้งนี้เท่าที่ไม่ขัดต่อหน้าที่ของพลเมืองหรือศิลธรรมอันดีของประชาชน
มาตรา 43

บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย

การจัดการศึกษาอบรมของรัฐต้องคำนึงถึงการมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและเอกชนทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ

การจัดการศึกษาอบรมขององค์กรวิชาชีพและเอกชนภายใต้การกำกับดูแลของรัฐย่อมได้รับความคุ้มครอง ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา 49

บุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันในการรับการศึกษาไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายผู้ยากไร้ ผู้พิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้อยู่ในสภาวะยากลำบาก ต้องได้รับสิทธิตามวรรคหนึ่งและการสนับสนุนจากรัฐเพื่อให้ได้รับการศึกษาโดยทัดเทียมกับบุคคลอื่น

การจัดการศึกษาอบรมขององค์กรวิชาชีพหรือเอกชน การศึกษาทางเลือกของประชาชน การเรียนรู้ด้วยตนเอง และการเรียนรู้ตลอดชีวิต ย่อมได้รับการคุ้มครองและส่งเสริมที่เหมาะสมจากรัฐ
พุทธศักราช 2540
พุทธศักราช 2550
สิทธิในการได้รับบริการสวัสดิการจากรัฐ
มาตรา 53

เด็ก เยาวชนและบุคคลในครอบครัว มีสิทธิได้รับความคุ้มครองโดยรัฐจากการใช้ความรุนแรงและการปฏิบัติอันไม่เป็นธรรม

เด็กและเยาวชนซึ่งไม่มีผู้ดูแล มีสิทธิได้รับการเลี้ยงดูและการศึกษา อบรมจากรัฐ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา 52

เด็กและเยาวชนมีสิทธิในการอยู่รอดและได้รับการพัฒนาด้านร่างกาย จิตใจ และสติปัญญา ตามศักยภาพในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมโดยคำนึงถึงการมีส่วนร่วมของเด็กและเยาวชนเป็นสำคัญ

เด็ก เยาวชน สตรีและบุคคลในครอบครัว มีสิทธิได้รับความคุ้มครองจากรัฐให้ปราศจากการใช้ความรุนแรงและการปฏิบัติอันไม่เป็นธรรม ทั้งมีสิทธิได้รับการบำบัดฟื้นฟูในกรณีที่มีเหตุดังกล่าว

การแทรกแซงและการจำกัดสิทธิของเด็ก เยาวชน และบุคคลในครอบครัว จะกระทำมิได้ เว้นแต่โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายเฉพาะเพื่อสงวนและรักษาไว้ซึ่งสถานะของครอบครัวหรือประโยชน์สูงสุดของบุคคลนั้น

เด็กและเยาวชนซึ่งไม่มีผู้ดูแล มีสิทธิได้รับการเลี้ยงดูและการศึกษาที่เหมาะสมจากรัฐ
พุทธศักราช 2540
พุทธศักราช 2550
นโยบายด้านการศึกษา

รัฐต้องดำเนินการตามแนวนโยบายด้านการศึกษา ดังนี้
มาตรา 81

รัฐต้องจัดการศึกษาอบรมและสนับสนุนให้เอกชนจัดการศึกษา อบรมให้เกิดความรู้คู่คุณธรรม จัดให้มีกฎหมายเกี่ยวกับการศึกษาแห่งชาติ ปรับปรุงการศึกษาให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ และสังคม สร้างเสริมความรู้ และปลูกฝังจิตสำนึกที่ถูกต้องเกี่ยวกับการเมือง การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

สนับสนุนการค้นคว้า วิจัยในศิลปะวิทยาการต่างๆ เร่งรัดพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาประเทศ พัฒนาวิชาชีพครู และส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะและวัฒนธรรมของชาติ
มาตรา 80 (3)

พัฒนาคุณภาพและมาตรฐานการจัดการศึกษาในทุกระดับและทุกรูปแบบให้สอดคล้องกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคม จัดให้มีแผนการศึกษาแห่งชาติ กฎหมายเพื่อพัฒนาการศึกษาของชาติ จัดให้มีการพัฒนาคุณภาพครู และบุคลากรทางการศึกษาให้ก้าวหน้า ทันการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลก รวมทั้งปลูกฝังให้ผู้เรียนมีจิตสำนึกของความเป็นไทย มีระเบียบวินัย คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม และยึดมั่นในการปกครองระบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข

มาตรา 80 (4)

ส่งเสริมและสนับสนุนการกระจายอำนาจเพื่อให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ชุมชน องค์การทางศาสนาและเอกชน จัดและมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาเพื่อพัฒนามาตรฐานคุณภาพการศึกษา ให้เท่าเทียมและสอดคล้องกับแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ

มาตรา 80 (5)

ส่งเสริมและสนับสนุนการศึกษา วิจัยในศิลปะวิทยาการแขนงต่างๆและเผยแพร่ข้อมูลผลการศึกษา วิจัยที่ได้รับทุนสนับสนุนการศึกษา วิจัยจากรัฐ

มาตรา 80 (6)

ส่งเสริมและสนับสนุนความรู้รักสามัคคี และการเรียนรู้ ปลูกจิตสำนึกและเผยแพร่ศิลปวัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีของชาติตลอดจนค่านิยมอันดีงานและภูมิปัญญาท้องถิ่น





*หมายเหตุ งานเขียนชิ้นนี้ ได้รับการคุ้มครองสิทธิตามพระราชบัญญัติคุ้มครองสิทธิทางปัญญา โดยลิขสิทธิเป็นของผู้เขียน ที่ให้เกียรตินำเผยแพร่ผ่าน วิชาการ.คอม เรามีความยินดีและอนุญาตให้ทำซ้ำหรือเผยแพร่ต่อเพื่อประโยชน์ทางการศึกษาเท่านั้น กรุณาให้เกียรติผู้เขียน โดยอ้างชื่อผู้เขียนและ วิชาการ.คอม (www.vcharkarn.com) ทุกครั้งที่ทำการเผยแพร่ต่อ ห้ามนำส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อในสื่อที่เอื้อประโยชน์ทางธุรกิจก่อนได้รับอนุญาต ขอขอบคุณที่ร่วมกันช่วยสร้างให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งปัญญา
คนไร้รัก ได้ออฟไลน์   ตอบพร้อมอ้างข้อความ
เก่า 16-04-2010, 05:50 PM   #97
คนไร้รัก
หัวใจสะออน
 
รูปส่วนตัว คนไร้รัก
 
สมัครเมื่อ: Nov 2009
โพส: 1,055
มาตรฐาน พรก.ฉุกเฉิน คือ อะไร

สาระ สำคัญของพรก.ฉุกเฉิน คือ อะไร ทำไมคนถึงกลัว?เอาแบบเข้าใจง่ายๆ

พรก.ฉุกเฉินฯ จะให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ไว้มาก สามารถแทรกแซงสิทธิเสรีภาพเรื่องส่วนตัวได้ เช่นการดักฟังโทรศัพท์ บางเรื่องที่ธรรมดาไม่เป็นความผิด แต่กฎหมายฉบับนี้ให้เป็นความผิด เช่นการชุมนุมกันเกินเท่านั้นเท่านี้คน

- เจ้าพนักงานที่ทำหน้าที่ตาม พรก.ฉุกเฉินฯนี้ ไม่ต้องรับผิดทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัย

- หากมีการออกคำสั่งใดๆ ที่เป็นคำสั่งทางปกครอง หรือมีการปฏิบัติหน้าที่โดยเจ้าพนักงานที่ทำหน้าที่ตาม พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ แล้วเกิดความเสียหายต่อประชาชน ศาลปกครองไม่มีอำนาจในการพิจารณาพิพากษา

- ห้ามการเดินทางหรือเคลื่อนย้าย ห้ามมิให้บุคคลใดออกนอกเคหสถานภายในระยะเวลาที่กำหนด ห้ามการใช้เส้นทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะ ให้อพยพประชาชนออกจากพื้นที่ที่กำหนดหรือห้ามผู้ใดเข้าไปในพื้นที่ที่กำหนด ห้ามมิให้ผู้ใดออกไปนอกราชอาณาจักร

- ห้ามการเสนอข่าว การจำหน่าย หรือทำให้แพร่หลายซึ่งหนังสือ สิ่งพิมพ์ หรือสื่ออื่นใด

- ห้ามการใช้อาคาร หรือเข้าไปหรืออยู่ในสถานที่ใดๆ ออกคำสั่ง รื้อ ถอน หรือทำลายซึ่งอาคาร สิ่งปลูกสร้าง หรือสิ่งกีดขวาง ยึดหรืออายัดสินค้าเครื่องอุปโภคบริโภค เคมีภัณฑ์ หรือวัตถุอื่นใด

- ต้องรายงานหรือได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ในการซื้อ ขาย ใช้ หรือมีไว้ในครอบครองสินค้า เวชภัณฑ์ เครื่องอุปโภคบริโภค เคมีภัณฑ์ หรือวัสดุอุปกรณ์อย่างหนึ่งอย่างใด เรียกให้บุคคลใดมารายงานตัวต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ หรือมาให้ถ้อยคำหรือส่งมอบเอกสารหรือหลักฐาน

- ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัยได้ถึง 7 วัน และควบคุมไว้ที่ไหนก็ได้ ไม่จำเป็นต้องเป็นสถานีตำรวจ ที่คุมขัง ทัณฑสถาน หรือเรือนจำ- ฯลฯ
คนไร้รัก ได้ออฟไลน์   ตอบพร้อมอ้างข้อความ
เก่า 24-04-2010, 06:40 PM   #98
คนไร้รัก
หัวใจสะออน
 
รูปส่วนตัว คนไร้รัก
 
สมัครเมื่อ: Nov 2009
โพส: 1,055
มาตรฐาน คุ้มครองสิทธิส่วนบุคคล

นโยบายคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคล

Opentracker จะไม่ทำการซื้อ ขาย แลกเปลี่ยน หรือให้ข้อมูลของลูกค้าแก่องค์กรที่ 3 โดยที่ไม่ได้รับการอนุญาตจากผู้ใช้อย่างเด็ดขาด รวมทั้งจะไม่นำข้อมูลดังกล่าวมาใช้เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว และผลประโยชน์ทางธุรกิจอีกด้วย Opentracker จะนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ในบริการ tracking เพื่อใช้วัดประสิทธิภาพการทำงานเว็บไซต์ และวิเคราะห์การเข้าชมเว็บไซต์เท่านั้น
Opentracker.in.th จึงได้ทำการจัดทำนโยบายคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลขึ้นมาเพื่อคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลของผู้ใช้ทุกท่าน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น นโยบายคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลที่ผู้ใช้ได้อ่านอยู่ในขณะนี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลาโดยที่ไม่ต้องแจ้งให้ผู้ใช้ทราบล่วงหน้า
opentracker จะทำการจัดเก็บข้อมูลและสถิติอะไรบ้างจากผู้ใช้

Opentracker จะทำการจัดเก็บข้อมูลและสถิติต่างๆ จากผู้ใช้หลายช่องทางด้วยกัน ยกตัวอย่างเช่น ในกรณีที่ผู้ใช้ต้องการลงทะเบียนเพื่อเข้าใช้บริการ tracking ผู้ใช้ต้องทำการกรอกรายละเอียดเพื่อขอเข้าใช้บริการ tracking ซึ่ง Opentracker.in.th จะทำการจัดเก็บข้อมูลของผู้ใช้ดังต่อไปนี้ไว้ เช่น ชื่อ ที่อยู่อีเมล์ ข้อมูลทางการเงิน (เช่น หมายเลขบัญชีธนาคาร และหมายเลขบัตรเครดิต) และข้อมูลที่ใช้ในการติดต่อ (ข้อมูลของลูกค้า)
ในส่วนของการให้บริการ Opentracker.in.th จะใช้ cookies ในการติดตามหมายเลข ip เครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้เพื่อใช้ในการระบุตัวผู้ใช้ ติดตามพฤติกรรมการเข้าชมเว็บไซต์ ทั้งนี้ก็เพื่อที่จะให้ผู้ใช้ได้รับความสะดวกสบายสูงสุดในการเข้าใช้บริการ cookies ในที่นี้ คือ ซอฟต์แวร์ขนาดเล็กที่เซิร์ฟเวอร์ของ Opentracker จะทำการจัดส่งไปยังบราวเซอร์ของผู้ใช้ โดยจะถูกติดตั้งลงใน hard drive ของคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้
ข้อมูลที่ใช้ในการติดต่อ

ในกรณีที่ผู้ใช้ต้องการลงทะเบียนเข้าใช้บริการ tracking ของ Opentracker ผู้ใช้ต้องทำการกรอกรายละเอียดเกี่ยวกับข้อมูลที่ใช้ในการติดต่อ (เช่น ที่อยู่อีเมล์) และข้อมูลทางการเงิน (เช่น หมายเลขบัญชีธนาคาร หรือหมายเลขบัตรเครดิต) ให้แก่ Opentracker ซึ่ง Opentracker จะนำข้อมูลดังกล่าวมาใช้ในกรณีจำเป็นเท่านั้น เช่น ในการชำระค่าสินค้าหรือค่าบริการ เป็นต้น
องค์กรที่ 3

Opentracker ทำการตรวจสอบข้อมูลของบัตรเครดิตผ่านองค์กรที่ 3 ซึ่งก็คือ "Paypal" โดยเป็นบริษัทที่ได้รับการยอมรับจากบริษัทชั้นนำ และผู้ใช้ทั่วโลกว่า เป็นระบบการให้บริการที่เชื่อถือได้มากที่สุดในโลก ดังนั้น ผู้ใช้ทุกท่านจึงสามารถมั่นใจได้ว่า Paypal จะไม่ทำการนำข้อมูลอันมีค่าของท่าน, ส่งต่อหรือตัดส่วนหนึ่งส่วนใดของข้อมูลท่าน ออกไปสู่สาธารณะอย่างเด็ดขาด
องค์กรที่ opentracker จะทำการเปิดเผยข้อมูลของผู้ใช้

Opentracker จะไม่ทำการส่งผ่านข้อมูลของลูกค้าแก่องค์กรที่ 3 โดยที่ไม่ได้รับการอนุญาตจากผู้ใช้อย่างเด็ดขาด ซึ่งก็หมายความว่า Opentracker จะไม่นำข้อมูลดังกล่าวมาใช้เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว และผลประโยชน์ทางธุรกิจ รวมทั้งจะไม่ทำการเปิดเผยข้อมูลดังกล่าวแก่องค์กรที่ 3 โดยที่ไม่ได้รับการอนุญาตจากผู้ใช้อย่างเด็ดขาดนั่นเอง
Opentracker จะทำการเปิดเผยข้อมูลของลูกค้าในกรณีจำเป็นเท่านั้น เช่น เพื่อใช้ในการระบุ ค้นหา หรือติดต่อกับบุคคล ผู้ซึ่งอาจเป็นผู้ละเมิดเงื่อนไขในการให้บริการของเว็บไซต์ หรือเป็นผู้สร้างความเสียหาย หรือการรบกวนต่อสิทธิ ทรัพย์สิน ลูกค้าหรือบุคคลภายนอก หรือในกรณีเพื่อทำการพัฒนาสินค้าหรือบริการ เป็นต้น
หรือจะเป็นในกรณีที่ผู้ใช้ต้องการข้อมูลและสถิติต่างๆ ของบริการ tracking เพิ่มเติม ซึ่งทาง Opentracker ต้องใช้ข้อมูลของลูกค้าในการค้นหาข้อมูลและสถิติต่างๆ ในเซิร์ฟเวอร์
ความปลอดภัย

Opentracker ได้จัดทำนโยบายคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลขึ้นมาเพื่อใช้ในการคุ้มครองผู้ใช้ทุกท่านจากการนำข้อมูลของผู้ใช้ไปใช้ในทางที่ผิด ใช้ในทางที่ไม่สมควร เปลี่ยนแปลง หรือสร้างความเสียหายด้วยการใช้รหัสผู้ใช้ และรหัสผ่านในการเข้าใช้บริการ tracking แต่ผู้ใช้ทุกท่านต้องยอมรับว่า ไม่มีวิธีที่สามารถส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่ปลอดภัย 100% ดังนั้น Opentracker จึงไม่สามารถรับประกันได้ว่า ข้อมูลของผู้ใช้ทุกท่านจะมีความปลอดภัย 100% แต่ถึงกระนั้น Opentracker ก็จะใช้ความพยายามทุกวิถีทางเพื่อทำให้ข้อมูลของผู้ใช้ทุกท่านมีความปลอดภัยมากที่สุด เช่น Opentracker.in.th จะไม่ทำการสอบถามข้อมูลของผู้ใช้ผ่านทางอีเมล์อย่างเด็ดขาดเหมือนหลายๆ เว็บไซต์ เช่น marriage status และ income เป็นต้น
การแก้ไขและอัพเดท

ถ้าหากผู้ใช้ต้องการแก้ไข หรืออัพเดทข้อมูลของผู้ใช้ให้กับ opentracker.in.th เพื่อให้มีความถูกต้องและเป็นปัจจุบันมากยิ่งขึ้น ผู้ใช้สามารถทำการแก้ไข หรืออัพเดทข้อมูลดังกล่าวได้ที่เว็บไซต์ opentracker.in.th เพียงที่เดียวเท่านั้น
ช่องทางในการติดต่อกับ opentracker

ในกรณีที่คุณมีปัญหา หรือข้อสงสัยเพิ่มเติมเกี่ยวกับนโยบายคุ้มครองส่วนบุคคล การใช้เว็บไซต์ หรือการเชื่อมโยงกับเว็บไซต์ คุณสามารถส่งปัญหา หรือข้อสงสัยดังกล่าวมาถึงเราโดยตรงที่ privacy@opentracker.in.th
ลิงค์

ภายในเว็บไซต์ www.opentracker.in.th มีลิงค์ที่ใช้ในการเชื่อมโยงไปยังเว็บไซต์อื่นๆ เป็นจำนวนมาก ในกรณีที่ผู้ใช้ทำการคลิกที่ลิงค์ เพื่อเข้าชมเว็บไซต์ของลิงค์ดังกล่าว Opentracker ขอแนะนำให้ผู้ใช้อ่าน และทำความเข้าใจกับนโยบายคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลของลิงค์ดังกล่าวอย่างละเอียดอีกครั้ง ทั้งนี้ ก็เพราะว่า นโยบายคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลของลิงค์ดังกล่าวอาจมีความแตกต่างจากนโยบายคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคลของ Opentracker
คนไร้รัก ได้ออฟไลน์   ตอบพร้อมอ้างข้อความ
เก่า 26-04-2010, 08:14 AM   #99
คนไร้รัก
หัวใจสะออน
 
รูปส่วนตัว คนไร้รัก
 
สมัครเมื่อ: Nov 2009
โพส: 1,055
Talking

มาตรา ๓๑๐
ผู้ใด หน่วงเหนี่ยว หรือ กักขัง ผู้อื่น หรือ กระทำด้วยประการใด ให้ผู้อื่น ปราศจาก เสรีภาพ ในร่างกาย ต้องระวางโทษ จำคุกไม่เกินสามปี หรือ ปรับไม่เกินหกพันบาท หรือ ทั้งจำทั้งปรับ
ถ้า การกระทำความผิด ตามวรรคแรก เป็นเหตุให้ ผู้ถูกหน่วงเหนี่ยว ถูกกักขัง หรือ ต้องปราศจากเสรีภาพ ในร่างกายนั้น ถึงแก่ความตาย หรือ ได้รับอันตรายสาหัส ผู้กระทำ ต้องระวางโทษ ดังที่ได้บัญญัติไว้ใน มาตรา ๒๙๐มาตรา ๒๙๗ หรือ มาตรา ๒๙๘ นั้น
เพิ่มเติม
อยากให้ดูความหมาย
1.หน่วงเหนี่ยว หมายถึง หยุดเขาไว้ไม่ให้มีอิสระตามอำเภอใจ ไม่ให้จากไปที่แห่งอื่นแต่ไม่จำกัดสถานที่อย่างกักขัง เช่น จับคนไว้เป็นการไม่ให้จากไปที่อื่น เป็นต้น
2.กักขัง หมายถึง บังคับให้อยู่ในสถานที่อันจำกัดหรือเก็บไว้ในสถานที่อันจำกัด เช่น กักขังไว้ในบ้าน เป็นต้น
ประกอบการพิจารณาคร้าบ
...ถ้าิผิดข่มขืนกระทำชำเรา ก็จะผิดข่มขืนใจ ฯ ตาม ม.309 ด้วย เป็นกรรมเดียวผิดกฎหมายหลายบท ลงบทหนัก...


ความผิดต่อเสรีภาพ
มาตรา ๓๐๙ข่มขืนใจผู้อื่นมาตรา ๓๑๐หน่วงเหนี่ยว หรือ กักขัง ผู้อื่น มาตรา ๓๑๐ ทวิหน่วงเหนี่ยว หรือ กักขัง ผู้อื่น และ ให้ผู้อื่นนั้น กระทำการใด ให้แก่ ผู้กระทำมาตรา ๓๑๑กระทำโดยประมาท เป็นเหตุให้ ผู้อื่น ถูกหน่วงเหนี่ยว ถูกกักขังมาตรา ๓๑๒เอาคนลงเป็นทาส มาตรา ๓๑๒ ทวิมาตรา ๓๑๐ ทวิ หรือ มาตรา ๓๑๒ เป็นการกระทำต่อ เด็ก อายุยังไม่เกิน สิบห้าปีมาตรา ๓๑๒ ตรีรับไว้จำหน่าย เป็นธุระจัดหา ล่อไป หรือ พาไป ซึ่ง บุคคล อายุเกิน สิบห้าปี แต่ยังไม่เกิน สิบแปดปีมาตรา ๓๑๓เพื่อให้ได้มา ซึ่ง ค่าไถ่มาตรา ๓๑๔เป็นผู้สนับสนุน ในการกระทำความผิด ตาม มาตรา ๓๑๓มาตรา ๓๑๕เป็นคนกลาง โดย เรียก รับ หรือ ยอมจะรับ ทรัพย์สิน จากผู้กระทำความผิด ตาม มาตรา ๓๑๓มาตรา ๓๑๖จัดให้ผู้ถูกเอาตัวไป ผู้ถูกหน่วงเหนี่ยว หรือ ผู้ถูกกักขัง ได้รับเสรีภาพมาตรา ๓๑๗พราก เด็ก อายุยังไม่เกิน สิบห้าปีมาตรา ๓๑๘พราก ผู้เยาว์ โดยผู้เยาว์นั้น ไม่เต็มใจไปด้วยมาตรา ๓๑๙พราก ผู้เยาว์ โดยผู้เยาว์นั้น เต็มใจไปด้วย มาตรา ๓๒๐พา หรือ ส่งคน ออกไปนอกราชอาณาจักร มาตรา ๓๒๑มาตรา ๓๐๙ วรรคแรกมาตรา ๓๑๐ วรรคแรก และ มาตรา ๓๑๑ วรรคแรก เป็นความผิด อันยอมความได้
มาตรา ๒๙๗
ผู้ใด กระทำความผิด ฐานทำร้ายร่างกาย จนเป็นเหตุให้ ผู้ถูกกระทำร้าย รับอันตรายสาหัส ต้องระวางโทษ จำคุกตั้งแต่ หกเดือน ถึง สิบปี
อันตรายสาหัส นั้นคือ
(๑) ตาบอด หูหนวก ลิ้นขาด หรือ เสีย ฆานประสาท
(๒) เสีย อวัยวะสืบพันธุ์ หรือ ความสามารถสืบพันธุ์
(๓) เสีย แขน ขา มือ เท้า นิ้ว หรือ อวัยวะอื่นใด
(๔) หน้าเสียโฉม อย่างติดตัว
(๕) แท้งลูก
(๖) จิตพิการ อย่างติดตัว
(๗) ทุพพลภาพ หรือ ป่วยเจ็บเรื้อรัง ซึ่ง อาจถึง ตลอดชีวิต
(๘) ทุพพลภาพ หรือ ป่วยเจ็บ ด้วยอาการ ทุกขเวทนา เกินกว่า ยี่สิบวัน หรือ จนประกอบกรณียกิจ ตามปกติ ไม่ได้ เกินกว่า ยี่สิบวัน
ฆานประสาท หมายถึง ความสามารถในการรับรู้กลิ่น
มาตรานี้ ไม่มีโทษปรับ
ต่อเนื่องประเด็นละเมิด ซึ่งผู้เสียหายนอกจากการแจ้งความดำเนินคดีทางอาญา ผู้เสียหายสามารถยื่นคำร้องต่อศาลแพ่ง ให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายต่างๆที่เกิดจากการกระทำของจำเลยครับ

แก้ไขครั้งล่าสุดโดย คนไร้รัก : 26-04-2010 เมื่อ 08:17 AM
คนไร้รัก ได้ออฟไลน์   ตอบพร้อมอ้างข้อความ
เก่า 26-04-2010, 12:46 PM   #100
พัฒนกันต์
ศิลปินแห่งชาติ
 
รูปส่วนตัว พัฒนกันต์
 
สมัครเมื่อ: Nov 2008
โพส: 995
มาตรฐาน

ตามที่ได้เรียนถามพี่เกรียง ในแชท เรื่อง " เมื่อผมได้รับหมายศาลเรียกเป็นพยาน " และพี่เกรียงได้ให้คำตอบ เป็นแนวทาง ดังนั้นจึง ขอนำมาลงในกระทู้นี้ เพื่อเป็น ความรู้ และ ใช้เป็นกระดานในการซักถาม ด้วยนะครับ

เรื่องมี อยู่ว่า...

ผมและภรรยา อยู่กันเพียง 2 คน ที่บ้านพักใน อ.ปากเกร็ด จ.นนทบุรี เมื่อตอน สงกรานต์ปีที่แล้ว ผมและภรรยา(ซึ่งท้องได้ 5 เดือน) ได้เดินทางไปธุระต่างจังหวัด(บ้านแม่ยาย) เป็นเวลาหลายวัน เมื่อกลับมาถึงบ้านพัก เวลาประมาณ 19.30 น.ซึ่งเป็น ทาวน์เฮ้าส์ชั้นเดียว มีรั้วเหล็ก ปิดกันบริเวณบ้านแน่นหนา พบว่า บ้านได้ถูกงัดประตู และ ทรัพย์สินบางส่วนได้หายไป ได้แก่ (ตามที่ให้ปากคำกับตำรวจ และ จำได้นะขณะนั้น)

1.ทีวีสี LCD 32 นิ้ว มูลค่าตอนที่ซื้อประมาณ 35,000.- ซื้อเมื่อ 3 ปีที่แล้วราคายังสูงอยู่
2.เครื่องเล่น ดีวีดี มูลค่าประมาณ 3,000.-
3.กระปุกออมสิน พร้อม เหรียญ สิบบาท จำนวน 3,000 - 4,000 บาท (ตั้งใจ เก็บ ไว้ฝากให้น้องตังตัง)
4.เครื่องเล่น อิเลคโทน (ที่ขายตามตลาดนัด) มูลค่าประมาณ 2,000 .-
5.ธนบัตร ที่ระลึก และ พระเครื่องจำนวนหนึ่ง (ซึ่งผมไม่มีความรู้ถึงมูลค่าของพระเครื่อง แต่คิดว่า คงไม่มีมูลค่ามาก เพราะที่บ้านไม่ได้เล่นพระ)
6.เกมส์บอย รุ่นใหม่ พร้อมตลับเกมส์ มูลค่าประมาณ 3,000 - 4,000 บาท ได้หายไป ซึ่งรายการนี้เพ่งนึกได้ และ ไม่ได้ให้ปากคำกับตำรวจ
7.ความเสียหายที่เกิดขึ้นได้แก่ กระจกประตูห้องนอน ได้รับความเสียหายใช้การไม่ได้

ซึ่งเมื่อได้รู้ว่า บ้านได้ถูกขโมยขึ้น หลังจากกลับบ้านแล้วได้โทรแจ้งตำรวจทันที และ เจ้าหน้าที่ได้เข้ามาตรวจในคืนนั้น และบอกว่า ห้ามเคลื่อนย้ายของ และ แจ้งว่า วันรุ่งขึ้นจะมีตำรวจจากกองพิสูจน์หลักฐาน มาเก็บรอยนิ้วมือ และ สอบปากคำเพิ่มเติม

วันรุ่งขึ้น...
ได้มีตำรวจ จากกองพิสูจน์หลักฐาน มาเก็บรอยนิ้วมือ และ สอบถามของที่หาย (** ณ จุดนี้ สำคัญมาก เด๊วจะบอกว่าทำไมสำคัญ **) ผมได้แจ้งไปว่า อะไรหายไปบ้างตามข้อ 1-5 ที่กล่าวไปแล้วข้างต้น หลักจากนั้น ผมได้สอบถามตำรวจท้องที่ว่า ผมต้องไปให้ปากคำที่ สน. อีกไหม๊ ซึ่งได้รับคำตอบ ว่าไม่ต้องแล้วเพราะให้ปากคำที่ บ้านเรียบร้อยแล้ว...

เวลาผ่านไป ...ในช่วงแรก ประมาณปลายเดือน เมษายน - พฤษภาคม 52
ช่วงระหว่างเกิดเหตุการณ์ เมษายน 52 จนถึงเดือน ธันวาคม 52 ในช่วงแรกๆ ภรรยาผมมีอาการกลัวมาก เพราะเราอยู่กันเพียง 2 คนและตอนนั้น ภรรยาผมก็ท้องแก่พอสมควร ดังนั้นเธอจึงมีความหวาดระแวงมาก นอนไม่ค่อยหลับ กลัวว่ามันจะเข้ามาขโมยของ หรือ ทำร้ายร่างกายได้ เพราะไม่รู้ว่าเป็นพวกไหน ซึ่งผมกระกังวลมาก ว่าอาจส่งผลถึงเด็กในท้อง จึงตัดสินใจประกาศขายบ้านหลังนี้ พูดง่ายๆ ประมาณว่า ขายทิ้ง ราคาไม่ได้เท่าไหร่ ต่ำกว่าราคาตลาดที่ขายกันประมาณ 20-30%

ประมาณเดือน มิถุนายน 52
หลังจากขายบ้านได้แล้ว ผมจึงให้ภรรยาออกจากงานเพราะใกล้คลอดแล้ว ผมจึงย้ายภูมิลำเนาไปอยู่บ้านแม่ยาย ที่ จ.อยุธยา ซึ่งถือว่า การเดินทาง ไป-กลับ กรุงเทพ - อยุธยา ทุกวันทำการเป็นเรื่องที่ ไม่สนุกเท่าไหร่เลย แต่ถ้าทำเพื่อครอบครัว หรือ คนรัก เราก็ต้องทำได้ (รักครอบครัว นะเนี่ย) ซึ่งในระหว่างนี้ ผม ได้หมดหวัง ในเรื่อง การติดตามจับคนร้ายและการติดตาม ของที่ได้คืนแล้ว

และแล้ว......ประมาณเดือน ธันวาคม 52
ผมได้รับแจ้งจากร้อยเวร ที่ดูแลคดีว่า จับผู้ต้องสงสัยได้แล้ว ให้ผมไปติดต่อ สน. ปากเกร็ดเพื่อไปไถ่ของคืน ?..

ผมจึงไปติดต่อ ที่สน. จึงได้รับทราบว่า ตำรวจได้เข้าไปจับคนร้ายในข้อหายาเสพติด แล้วนำลายนิ้วไปเทียบ ซึ่งตรงกับ ลายนิ้วมือของคนร้ายที่เข้าไปในบ้านผม ตำรวจจึงสอบปากคำเพิ่มเติมจึงได้รู้ว่า คนร้ายได้ให้เพื่อนของมันนำ ทีวี พร้อม เครื่องเล่น ดีวีดี ไปจำนำไว้ที่ โรงรับจำนำแถวๆ ห้าแยกปากเกร็ด ตอนนั้นผมดีใจมาก นึกว่าจะได้ของกลับมาฟรีๆ แต่..........
__________________
รักชีวิต อย่าคิด สู้เมีย....Hee..Hee...

แก้ไขครั้งล่าสุดโดย พัฒนกันต์ : 26-04-2010 เมื่อ 01:23 PM
พัฒนกันต์ ได้ออฟไลน์   ตอบพร้อมอ้างข้อความ
ตอบกลับ

เครื่องมือจัดการกระทู้
ตัวเลือกการแสดงผล

กฎการโพสข้อความ
ท่าน ไม่สามารถ ตั้งกระทู้ใหม่ได้
ท่าน ไม่สามารถ ตอบกระทู้ได้
ท่าน ไม่สามารถ แนบไฟล์ได้
ท่าน ไม่สามารถ แก้ไขข้อความโพสได้

BB code สถานะ เปิด
Smilies สถานะ เปิด
[IMG] สถานะ เปิด
HTML สถานะ ปิด

กระโดดไป

กระทู้ที่คล้ายกัน
กระทู้ ผู้เริ่มกระทู้ ฟอรั่ม ตอบกลับ โพสล่าสุด
วิธีตรวจสอบธนบัตรชนิดราคา 1000 บาท ! PAY-13 เรื่องราวสาระ คุณประโยชน์ ความรู้ 1 23-12-2008 07:16 PM




เวลาทั้งหมดอยู่ในเขตเวลา GMT +7. และเวลาในขณะนี้คือ 03:12 PM.

ขับเคลื่อนระบบโดย vBulletin® Version 3.8.6
สงวนลิขสิทธิ©2000-2013, Jelsoft Enterprises Ltd.